ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดี และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตคณะกรรมการกองทุน กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เปิดบทวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันโลกในภาวะสงครามตะวันออกกลาง ชี้ไทยเผชิญภาวะ "Supply Shock" ครั้งใหญ่ หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดทำขนส่งน้ำมันชะงัก 1 ใน 5 ของโลก เผยราคาดีเซลพุ่งแรงกว่าน้ำมันดิบกว่า 200% ชูโมเดลใช้กฎหมายภาวะฉุกเฉินดึงผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่นคืนสู่กองทุนน้ำมัน อย่างเป็นธรรม พร้อมแนะรัฐบาลกำหนดเงื่อนไข "โปร่งใส-สมมาตร-มีจุดจบ" หวั่นกระทบแรงจูงใจการผลิตระยะยาว
ดร.พรายพล วิเคราะห์ "วิกฤติน้ำมัน สงครามตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันไทย" โดยระบุว่า ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญกับสภาวะ "Supply Shock" ที่รุนแรง เนื่องจากผลกระทบจากการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ส่งผ่านน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูปกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของการค้าทางทะเลทั่วโลกต้องหยุดชะงักลง
ชำแหละผลกระทบ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ปิดตาย
วิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ปริมาณส่งออกน้ำมันผ่านเส้นทางดังกล่าวลดลงมากกว่า 10% ของระดับปกติ ส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกในเดือนมีนาคม 2569 ลดลงถึง 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ว่าความตึงเครียดจะเริ่มคลี่คลายลงบ้างในช่วงกลางเดือนเมษายน โดยมีข่าวว่าอิหร่านยอมเปิดทางให้เรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง ส่งผลให้ราคา Brent ร่วงลงทันทีประมาณ 9% มาอยู่ที่ 90.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 17 เม.ย.69 แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงมีความเสี่ยงสูง และเสถียรภาพยังไม่กลับมาเต็มที่
ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า "ราคาน้ำมันดีเซล" มีความผันผวนสูงกว่าน้ำมันดิบอย่างเห็นได้ชัด โดยตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 (ก่อนสงคราม) จนถึงจุดสูงสุดในวันที่ 2 เมษายน 2569 ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นถึง 215.3% ขณะที่น้ำมันดิบ Brent และ Dubai เพิ่มขึ้นเพียง 103.6% และ 139.4% ตามลำดับ
ดร.พรายพล วิเคราะห์สาเหตุที่ดีเซลพุ่งแรงกว่าน้ำมันดิบมาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ
1. การขาดแคลนทั้งน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูปจากตะวันออกกลางพร้อมกัน ทำให้โรงกลั่นในภูมิภาคอื่นต้องหยุดเดินเครื่องเพราะขาด Feedstock
2. ตลาดดีเซลตึงตัวอยู่ก่อนแล้วจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน
3. จีนซึ่งเป็น "Swing supply" สำคัญได้สั่งห้ามส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปบางประเภทในเดือนมีนาคม เพื่อป้องกันการขาดแคลนในประเทศ
เปิดสูตรคำนวณ “กำไรส่วนเกิน” โรงกลั่น 5.38 บาท
สำหรับในประเทศไทย โครงสร้างผลผลิตของโรงกลั่นส่วนใหญ่เป็นดีเซลสูงถึง 40.34% ทำให้เมื่อเกิดวิกฤติดีเซลโลก รายได้เฉลี่ยของโรงกลั่นไทยจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยจากการคำนวณ ณ วันที่ 1 เม.ย.2569 พบว่า ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin) อยู่ที่ 13.8792 บาทต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม ดร.พรายพล ชี้ให้เห็นว่าโรงกลั่นก็มีต้นทุนส่วนเพิ่มจากภาวะสงคราม (War Premium) เช่นกัน ทั้งค่าประกันภัย และค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ซึ่งเมื่อหักลบต้นทุนจริงรวมกำไรปกติที่ 0.40 บาทต่อลิตรแล้ว จะพบว่ามี "ผลประโยชน์ส่วนเกิน" ที่สูงถึง 5.3852 บาทต่อลิตร, ซึ่งเป็นส่วนที่รัฐควรพิจารณาดึงกลับมาเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้น้ำมันหรือสมทบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
แนะรัฐงัดกฎหมายปี 2516 คุมเข้มภาวะวิกฤติ
ในเชิงนโยบาย ดร.พรายพล เสนอให้รัฐบาลใช้ พระราชกำหนดแก้ไข และป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่าย และการสำรองน้ำมัน โดยล่าสุดรัฐบาลได้ใช้อำนาจนี้สั่งระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป และ LPG ชั่วคราว พร้อมเพิ่มอัตราสำรองน้ำมันตามกฎหมายจาก 25 วัน เป็น 32 วันแล้ว
ดร.พรายพล ย้ำว่า การเข้าแทรกแซงของรัฐต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม และเป็นธรรม โดยมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญคือ
- ชั่วคราว (Sunset Clause) ต้องกำหนดเงื่อนไขการสิ้นสุดมาตรการที่ชัดเจนเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ
- โปร่งใส การคำนวณต้นทุน และส่วนเกินต้องชัดเจน ตรวจสอบได้
- สมมาตร หากรัฐดึงกำไรส่วนเกินในช่วงวิกฤติ เมื่อราคาทรุดตัวลงจนโรงกลั่นขาดทุน รัฐก็ต้องมีกลไกชดเชยคืนเพื่อให้โรงกลั่นอยู่ได้,
- เป็นธรรม ไม่ควรมองว่าเป็นการลงโทษโรงกลั่น แต่เป็นการจัดสรรผลประโยชน์ในภาวะฉุกเฉิน
"หลักการที่ควรยึดถือไม่ใช่การเก็บเมื่อได้กำไรแต่ปล่อยเมื่อขาดทุน แต่ต้องเป็นการรักษาค่าการกลั่นไว้ในระดับกำไรปกติที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อแรงจูงใจในการผลิต และเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศในระยะยาว" ดร.พรายพล กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





