สมาคมปุ๋ยฯ เร่งสแกนดีลรัสเซีย ชี้เงื่อนไขเพียบทั้งสเปคเม็ดปุ๋ยและเงื่อนไขจ่ายเงิน ขณะต้นทุนรวมส่อเค้าพุ่งชนราคาตลาดโลก ท่ามกลางความเสี่ยงขนส่งล่าช้าและสินค้าอาจเสียหาย
นางสาววรัญญา บุญวิวัฒน์ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมสมาคมได้หารือถึงแนวทางการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย ตามที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปเจรจากรอบความร่วมมือกับทางการรัสเซีย ซึ่งฝ่ายรัสเซียตอบรับในหลักการ และเปิดทางให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศเจรจารายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องชนิดสินค้าและราคาซึ่งขณะนี้สมาคมกำลังรวบรวมความต้องการใช้ของผู้ประกอบการสมาชิกแต่ละราย เพื่อประเมินปริมาณความต้องการที่แท้จริง คาดว่า จะได้ข้อสรุปภายในช่วงกลางสัปดาห์
ทั้งนี้ การมีแหล่งนำเข้าจากรัสเซียถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาแหล่งผลิตหลัก และส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อตลาด ทำให้ผู้ค้าบางส่วนที่ชะลอการระบายสินค้า อาจเร่งนำสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาปุ๋ยในประเทศ และเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียยังมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ระดับราคา รูปแบบและสเปคสินค้า โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียแบบเม็ด (granular) ซึ่งเหมาะสมต่อการใช้งานในภาคเกษตรของไทย ขณะที่ปุ๋ยยูเรียแบบเม็ดเล็ก (prill) อาจไม่เหมาะ เนื่องจากมีการฟุ้งกระจายขณะใช้งานด้วยวิธีหว่านนอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาระยะเวลาการขนส่ง เงื่อนไขการชำระเงิน รวมถึงปริมาณขั้นต่ำในการสั่งซื้อ ซึ่งต้องสอดคล้องกับศักยภาพของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายกลางและรายเล็ก
สำหรับราคาปุ๋ยในตลาดโลกขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 900–950 ดอลลาร์ ต่อตัน หากเหตุสู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจพุ่งถึงระดับ 1,000ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ข้อเสนอจากรัสเซียอยู่ที่ประมาณ 800–850 ดอลลาร์ต่อตัน แม้จะต่ำกว่า แต่เมื่อรวมค่าขนส่งอีกประมาณ 80–90 ดอลลาร์ต่อตันแล้ว ทำให้ต้นทุนรวมใกล้เคียงราคาตลาดโลก จึงยังต้องพิจารณาความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ
โดยสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่ง โดยปัจจุบันมีปุ๋ยที่ผู้ประกอบการไทยสั่งซื้อจากตะวันออกกลางติดค้างอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 5 ลำ ปริมาณรวม 250,000 ตันสมาคมจึงมีแนวทางเริ่มนำเข้าในลักษณะนำร่อง โดยอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ผลิตจากรัสเซีย เพื่อลดขนาดล็อตแรกลงมาอยู่ที่ประมาณ 25,000 ตัน และขอให้สามารถส่งมอบได้ภายในเดือนพฤษภาคม เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ในช่วงต้นฤดูกาลผลิต
ในด้านโลจิสติกส์ ปุ๋ยจากรัสเซียใช้เวลาขนส่งประมาณ 40–60 วัน ซึ่งยาวนานกว่าการนำเข้าจากตะวันออกกลางที่ใช้เวลาเพียง 6–10 วัน ทำให้มีความเสี่ยงด้านระยะเวลาการจัดส่ง ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า เนื่องจากความชื้นระหว่างการขนส่งอาจทำให้ปุ๋ยจับตัวเป็นก้อน
ขณะที่ผู้ผลิตจากรัสเซียแจ้งความพร้อมส่งมอบสินค้าในล็อตแรกช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงใกล้สิ้นสุดฤดูกาลผลิต ส่งผลให้ความต้องการใช้ปุ๋ยยูเรียของเกษตรกรเริ่มลดลง
ทั้งนี้ประเทศไทยมีความต้องการใช้ปุ๋ยประมาณ 6 ล้านตันต่อปี ขณะที่สต็อกในประเทศมีเพียงพอใช้ถึงต้นเดือนพฤษภาคม โดยผู้ประกอบการพยายามนำเข้าจากแหล่งอื่นทดแทนตะวันออกกลาง ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน
อย่างไรก็ตาม การจัดหาสินค้าในตลาดโลกทำได้ยากขึ้น เนื่องจากจีนจำกัดการส่งออก ขณะที่อินเดียและออสเตรเลียเร่งนำเข้าโดยประกาศพร้อมสู้ราคาเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้นสถานการณ์ปุ๋ยไทยจึงมีความเสี่ยงที่จะตึงตัว ซึ่งผู้ประกอบการพร้อมพิจารณานำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย หากเงื่อนไขด้านราคาและการส่งมอบมีความเหมาะสม เพื่อให้การบริหารจัดการปุ๋ยในประเทศมีเสถียรภาพ และลดความเสี่ยงด้านต้นทุนของเกษตรกรในระยะต่อไป
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าเบื้องต้นได้เจรจาขอนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียไว้ที่ 1-2 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเอกชน อยู่ระหว่างการตรวจสอบจำนวนความต้องการจะต้องเร่งจัดทำรายละเอียดเพื่อทำหนังสือเสนอไปยังทางการรัสเซียว่าต้องการปุ๋ยยูเรียจำนวนเท่าใด ส่วนระยะเวลาในการนำเข้าจะเป็นช่วงใดนั้น คาดว่า หากมีการลงนามซื้อขายระหว่างภาคเอกชนและฝ่ายรัสเซีย คาดว่าไม่เกิน 3 เดือนปุ๋ยจะขนส่งมาถึงไทย
ส่วนที่มีการตับตามองว่าราคาปุ๋ยยูเรียนำเข้าจากรัสเซีย อาจมีราคาสูงนั้นเรื่องดังกล่าวจะต้องมีการหารือกับผู้ผลิต 2 รายใหญ่ของรัสเซีย หากราคาสูงเกินไปก็ไม่ซื้อ และต้องหาราคาที่ยุติธรรม โดยย้ำว่าต้องพิจารณาในเรื่องการขาดแคลนและราคาเป็นสำคัญ


