ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สรุปผลกระทบราคาน้ำมันต่อภาคการผลิต โดยการผลิตซีเมนต์ได้รับผลกระทบระดับกลาง มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานต่อต้นทุนการผลิตรวม 25.8% และมีต้นทุนการขนส่งต่อต้นทุนการผลิตรวม 3.3%
ขณะที่อุตสาหกรรมเหล็ก และเหล็กกล้า มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานต่อต้นทุนการผลิตรวม 15.3% และมีต้นทุนการขนส่งต่อต้นทุนการผลิตรวม 0.8% โดยต้นทุนดังกล่าวมีผลต่อราคาวัสดุก่อสร้าง
นางบัญชุสา พุทธพรมงคล ประธานคลัสเตอร์วัสดุก่อสร้าง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างท่ามกลางปัจจัยลบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลกที่ยังคงยืดเยื้อ
แม้ในบางช่วงราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงมาบ้าง แต่ปัญหาในเชิงโครงสร้างซัปพลายเชนยังคงมีความน่ากังวลในอนาคต โดยเฉพาะผลกระทบต่อวัตถุดิบหลักอย่างเหล็กที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากวิเคราะห์เจาะลึกใน 12 กลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้คลัสเตอร์วัสดุก่อสร้าง จะพบว่าปัจจัยที่ส่งผลกระทบสามารถแยกได้ ดังนี้
ปัจจัยแรกเป็นการพึ่งพาวัตถุดิบ ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มที่มี Local Content สูง ได้แก่ ซีเมนต์ เซรามิก แก้ว และกระจก รวมถึงกลุ่มที่มี Local Content ต่ำ ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบเป็นหลัก เช่น อะลูมิเนียม และเหล็ก โดยกลุ่มที่นำเข้านี้ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากต้องเผชิญทั้งราคาวัตถุดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น และค่าระวางเรือ (Freight) ที่ปรับตัวขึ้นตาม
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องต้นทุนพลังงานในการผลิต โดยกลุ่มที่ใช้พลังงานสูง (Energy Intensive) เช่น ซีเมนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม เซรามิก และแก้วกระจก จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนค่าพลังงานที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และปัจจัยสุดท้ายที่กระทบทุกกลุ่มคือ ค่าขนส่ง ซึ่งถือเป็นสัดส่วนต้นทุนที่ใหญ่มากสำหรับวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีกำไรต่อหน่วย (Margin) ต่ำ
ออร์เดอร์ล่วงหน้าทะลัก-โลจิสติกส์วิกฤติ
อย่างไรก็ตาม จากสัญญาณราคาที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ต้องมีการกักตุนสินค้า โดยลูกค้ามีการดึงคำสั่งซื้อล่วงหน้า (Forward Order) ของเดือนเม.ย.-มิ.ย.2569 มาสั่งผลิตตั้งแต่ช่วงต้นปีเพื่อเก็งกำไรก่อนราคาปรับขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องเร่งเดินเครื่องเพื่อส่งมอบให้ทันตามคำสั่งซื้อ พร้อมแบกความเสี่ยงในการบริหารจัดการต้นทุนที่ผันผวนรายวัน
“ในเดือนที่ผ่านมา เราเจอปัญหาขาดแคลนรถขนส่งอย่างหนัก มีการแย่งรถกันเกิดขึ้น เพราะออร์เดอร์ล่วงหน้าเข้ามาเยอะมาก ประกอบกับราคาค่าขนส่งพุ่งสูงจนผู้ประกอบการต้องยอมจ่ายเพื่อให้มีรถส่งสินค้า แต่สุดท้ายก็ยังไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามแผนที่วางไว้” นางบัญชุสา กล่าว
เตือนรายย่อยเสี่ยงขาดทุน-เริ่มหยุดรับออร์เดอร์
นางบัญชุสา ยังแสดงความกังวลถึงสถานะทางการเงินของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะหลังจากที่เศรษฐกิจซบเซามาหลายปี ทำให้ผู้ผลิตส่วนใหญ่ปรับตัวแบบ Lean หรือรักษาสต๊อกในระดับต่ำมาตลอด เมื่อต้องมาเจอกับภาวะราคาวัตถุดิบกระโดด และเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้สูงขึ้นมาก ทำให้การบริหารจัดการทำได้ยากลำบาก
“ขณะนี้เริ่มเห็นภาพผู้ประกอบการรายย่อยบางรายต้องตัดสินใจหยุดรับออร์เดอร์ เพราะบริหารต้นทุนไม่ทัน และไม่สามารถรับภาวะขาดทุนได้ไหว จึงอยากเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากบริหารจัดการไม่ดีพอ”
ต้นทุนพุ่ง 17% ส่งต่อถึงมือผู้บริโภค 8.5%
นอกจากนี้ จากการคำนวณผลกระทบเชิงโครงสร้าง พบว่าต้นทุนโดยรวมของกลุ่มวัสดุก่อสร้างในขณะนี้พุ่งขึ้นไปถึง 17% อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างการก่อสร้างอาคาร ซึ่งมีสัดส่วนค่าวัสดุประมาณ 50% ของต้นทุนทั้งหมด และใน 50% นั้นแบ่งเป็นกลุ่มเหล็ก-ซีเมนต์-คอนกรีตครึ่งหนึ่ง และวัสดุอื่นๆ อีกครึ่งหนึ่ง
รวมทั้งทำให้การส่งผ่านราคาสุดท้าย (Pass-on) ไปยังผู้บริโภคอาจจะอยู่ที่ประมาณ 8.5% หรือครึ่งหนึ่งของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
“เหล็กตัวเดียวอาจมีต้นทุนพลังงานถึง 20% หากพลังงานขึ้นแรง ราคาเหล็กอาจพุ่งได้ถึง 10-20% ทันที แต่สุดท้ายกลไกตลาดจะเป็นตัวชี้ชะตาว่าผู้ประกอบการจะชาร์จราคาได้แค่ไหน หากดีมานด์ในตลาดไม่ดี ทุกอย่างก็ต้องปรับลงมา ซึ่งนี่คือความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับไว้เอง” นางบัญชุสา กล่าว
ปรับกลยุทธ์จาก Lean สู่ Resilience
สำหรับแผนรับมือในอนาคต นางบัญชุสา กล่าวเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนแนวคิดจากความพยายามที่จะประหยัดที่สุด (Lean) มาเป็นการสร้าง Supply Chain Resilience หรือความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทาน โดยต้องมีการกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งวัตถุดิบ (Sourcing) จากหลายแหล่ง และอาจต้องยอมถือสต๊อกมากขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะมีสินค้าเพียงพอ แม้ราคาอาจจะไม่ถูกที่สุดเหมือนเมื่อก่อน
“ยังมีกลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ที่ซื้อบ้าน และที่อยู่อาศัยที่เดิมที สัดส่วนการใช้จ่ายในด้านนี้ก็มากอยู่แล้ว ก็จะยิ่งซ้ำเติมคนกลุ่มนี้ ในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย ได้ยากขึ้นไปอีก ซึ่งคงต้องฝากเป็นข้อคิดของรัฐบาลในการแก้โจทย์ใหญ่ดังกล่าว ซึ่งในแง่ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง เราจึงเร่งผลักดันเรื่องของการก่อสร้างแบบ Modularize เพื่อให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการลดเวลาในการก่อสร้าง เพื่อลดต้นทุน และผลิตจากโรงงาน เพื่อให้ได้มาตรฐานที่ดี”
ระยะยาว ส.อ.ท.มองว่าวิกฤติครั้งนี้คือ Stress Test ของจริงที่ตอกย้ำความสำคัญของนโยบาย Net Zero และการลดใช้พลังงาน โดยภาคอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างพร้อมที่จะเป็นกลไกหลักในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ให้กับประเทศผ่านการผลักดันแนวคิด Green Building
“อาคารต่างๆ มีการใช้พลังงานสูงถึง 30% ของประเทศ หากเราสามารถผลักดันเรื่อง Green Building อย่างจริงจัง ผ่านวัสดุที่ช่วยลดการส่งผ่านความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร จะช่วยลดการใช้พลังงานของประเทศได้ 8-10% ตามแผน NDC 3.0” นางบัญชุสา กล่าว
ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ภาครัฐนำเทคโนโลยีมาใช้ในโครงการก่อสร้างภาครัฐเพื่อเป็นต้นแบบ และผลักดันเกณฑ์ Green Building อย่างเข้มงวดทั้งในอาคารใหม่ และปรับปรุงอาคารเก่า เพื่อลดภาระงบประมาณที่ต้องนำไปพยุงกองทุนน้ำมันซึ่งมีมูลค่านับแสนล้านบาทในยามเกิดวิกฤติพลังงาน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





