นโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ ถูกนำมาพิจารณา 3 รัฐบาล จากจุดเริมต้น “รัฐบาลประยุทธ์” มีแนวคิดใช้กระตุ้นยอดขาย EV “รัฐบาลแพทองธาร” หวังกระตุ้นยอดขายกระบะ เพิ่มเงื่อนไขให้ บสย.ช่วยค้ำประกัน “รัฐบาลอนุทิน” ให้ซื้อทั้งรถ EV และไฮบริด
KEY POINTS
- ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการเสนอโครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" ในปี 2563 เพื่อกระตุ้นการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยให้นำรถเก่าอายุเกิน 15 ปีมาแลก พร้อมข้อเสนอส่วนลดภาษี 100,000 บาทและคูปองส่วนลด แต่สุดท้ายนโยบายนี้ไม่เกิดขึ้น และรัฐบาลได้เปลี่ยนไปใช้มาตรการอุดหนุน EV3.0 แทน
- แนวคิดนี้ถูกนำมาพิจารณาอีกครั้งในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในปี 2568 โดยมุ่งเน้นกระตุ้นยอดขายรถกระบะเก่าอายุ 20-25 ปี และเพิ่มเงื่อนไขให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยค้ำประกันสินเชื่อ แต่โครงการก็ไม่เกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
- รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เดินหน้าโครงการอีกครั้ง โดยเตรียมเปิดโครงการนำร่องจำกัดโควตา 10,000-20,000 คัน ในรูปแบบใครมาก่อนได้ก่อน ครอบคลุมรถ EV, ไฮบริด และจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศเท่านั้น โดยกรมสรรพสามิตกำลังออกแบบรายละเอียดของมาตรการ
โครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" กำลังเป็นประเด็นที่ถูกจับตาหลังจากมีความคืบหน้าอย่างมาก เมื่อเทียบกับหลายรัฐบาลที่ผ่านมาที่มีการนำเสนอโครงการนี้
สำหรับแนวคิดรถเก่าแลกรถใหม่มีหลายประเทศนำมาใช้ แต่ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด เกิดขึ้นในสหรัฐเมื่อปี 2552 หลังจากเกิดวิกฤติแฮมเบอเกอร์ ทำให้ตลาดรถยนต์สหรัฐทรุดตัวอย่างรุนแรง
รัฐบาลบารัค โอบาม่า จึงออกมาตรการ Cash for Clunkers ด้วยการสนับสนุนเจ้าของรถอายุไม่เกินนำรถมาแลกซื้อรถใหม่ที่ประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น โดยได้เครดิตเงินคืน 3,500 -500 ดอลลาร์
โครงการนี้เริ่มต้นวันที่ 1 ก.ค.2552 แต่สิ้นสุดก่อนกำหนด คือ วันที่ 24 ส.ค.2562 เนื่องจากรัฐหมดงบประมาณ โดยมีรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการนี้รวม 677,000 คัน
รัฐบาลประยุทธ์ จ่อลดภาษีเงินได้-คูปองส่วนลด
ส่วนในไทยย้อนกลับไปในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกะทรวงอุตสาหกรรม ประกาศบนเวทีสัมมนา “New Generation of Automotive” ของกรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2563 ถึงโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” โดยนำรถอายุใช้งานมากกว่า 15 ปี มาเปลี่ยนเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อกระตุ้นการใช้ EV
แนวทางดังกล่าวเป็น 1 ในข้อเสนอมาตรการบริหารเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุนในระยะปานกลางและระยะยาว หลังจากไทยได้รับผลกระทบจากโควิด 19
นโยบายดังกล่าวมาจากการหารือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อส่งเสริมยอดขาย EV และเสนอมาตรการจัดการซากยานยนต์ภายในไทย เพื่อนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อให้เกิดกลไกการจัดการซากยานยนต์เป็นระบบ และกำหนดหลักเกณฑ์การตั้งโรงงานรีไซเคิลยานยนต์ และส่งเสริมการลงทุนกิจการโรงงานรีไซเคิลซากรถ และแบตเตอรี่
ในปี 2563 มีข้อเสนอให้ประชาชนที่นำรถเก่ามากำจัดจะได้รับส่วนลดภาษีไม่เกินเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินได้นิติบุคคล 100,000 บาท และคูปองส่วนลดในการซื้อรถยนต์ใหม่ ที่คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนจากค่ายรถยนต์
นโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ครั้งนั้นไม่เกิดขึ้น โดยหลังจากนั้นรัฐบาลเลือกที่จะประกาศมาตร EV3.0 โดยอุดหนุนราคาผ่านค่ายรถครอบคลุมทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสูงสุดคันละ 150,000 บาท
รัฐบาลแพทองธาร เพิ่มเงื่อนไข บสย.ช่วยค้ำ
ต่อมาในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เมื่อปี 2568 แนวคิดรถเก่าแลกรถใหม่ถูกนำมาพิจารณาอีกครั้ง โดยช่วงต้นปี 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในช่วงดังกล่าว มีแนวคิดใช้มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นยอดขายรถกระบะ แต่ท้ายที่สุดมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก่อน
การพิจารณามาตรการครั้งนี้เสนอให้รถกระบะเก่าอายุ 20-25 ปี มาแลกซื้อรถใหม่ พร้อมส่วนลดทางภาษี และการค้ำประกันสินเชื่อจาก บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
ทว่าแนวคิดนี้ก็ถูกตั้งข้อสังเกตจากผู้เกี่ยวข้องในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่อง "อายุรถเก่า" ที่อาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคปัจจุบัน รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีส่งผลต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นในตลาดรถยนต์ไทย รวมทั้ง ส.อ.ท.เห็นว่าจะกระตุ้นยอดขายได้ดีหรือไม่ขึ้นกับการปล่อยสินเชื่อ
รัฐบาลอนุทิน จ่อรถเก่าแลกรถใหม่นำร่อง 1-2 หมื่นคัน
ขณะที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เดินหน้าโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ โดยกระทรวงการคลังเตรียมพิจารณาเงื่อนไขเบื้องต้นครอบคลุม EV รถยนต์ไฮบริด และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยพิจารณาจากรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ และเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น
รวมทั้งการดำเนินการจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิรถเก่าแลกรถใหม่ในรูปแบบใครมาก่อนได้ก่อน (First come, first served) เบื้องต้นจำกัดโควตานำร่อง 10,000-20,000 คัน และจำกัดเวลาโครงการ โดยสเกลของโครงการขึ้นกับกรอบวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร
นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการ และลงรายละเอียด ดังนี้
1.งบประมาณดำเนินการ
2.การกำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์คันเก่าที่จะเข้าเกณฑ์
3.การขยายขอบเขตสิทธิให้ครอบคลุมกลุ่มรถกระบะด้วยหรือไม่
4.การวางระบบบริหารจัดการซากรถยนต์เก่าที่รับแลก ซึ่งมีการเสนอแนวทางของญี่ปุ่น เช่น การส่งออกรถยนต์เก่าไปประเทศที่ต้องการ





