วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน 2569

Login
Login

ย้อนรอย 3 รัฐบาล นโยบาย ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ จากจุดเริ่มต้นเพื่อกระตุ้นยอดขาย EV

ย้อนรอย 3 รัฐบาล นโยบาย ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ จากจุดเริ่มต้นเพื่อกระตุ้นยอดขาย EV

โครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" กำลังเป็นประเด็นที่ถูกจับตาหลังจากมีความคืบหน้าอย่างมาก เมื่อเทียบกับหลายรัฐบาลที่ผ่านมาที่มีการนำเสนอโครงการนี้

 

สำหรับแนวคิดรถเก่าแลกรถใหม่มีหลายประเทศนำมาใช้ แต่ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด เกิดขึ้นในสหรัฐเมื่ีอปี 2552 หลังจากเกิดวิกฤติแฮมเบอเกอร์ ทำให้ตลาดรถยนต์สหรัฐทรุดตัวอย่างรุนแรง

 

รัฐบาลบารัค โอบาม่า จึงออกมาตรการ Cash for Clunkers ด้วยการสนับสนุนเจ้าของรถอายุไม่เกินนำรถมาแลกซื้อรถใหม่ที่ประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น โดยได้เครดิตเงินคืน 3,500 -500 ดอลลาร์

 

โครงการนี้เริ่มต้นวันที่ 1 ก.ค.2552 แต่สิ้นสุดก่อนกำหนด คือ วันที่ 24 ส.ค.2562 เนื่องจากรัฐหมดงบประมาณ โดยมีรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการนี้รวม 677,000 คัน

รัฐบาลประยุทธ์ จ่อลดภาษีเงินได้-คูปองส่วนลด

ส่วนในไทยย้อนกลับไปในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกะทรวงอุตสาหกรรม ประกาศบนเวทีสัมมนา “New Generation of Automotive” ของกรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2563 ถึงโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” โดยนำรถอายุใช้งานมากกว่า 15 ปี มาเปลี่ยนเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อกระตุ้นการใช้ EV

แนวทางดังกล่าวเป็น 1 ในข้อเสนอมาตรการบริหารเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุนในระยะปานกลางและระยะยาว หลังจากไทยได้รับผลกระทบจากโควิด 19

นโยบายดังกล่าวมาจากการหารือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อส่งเสริมยอดขาย EV และเสนอมาตรการจัดการซากยานยนต์ภายในไทย เพื่อนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อให้เกิดกลไกการจัดการซากยานยนต์เป็นระบบ และกำหนดหลักเกณฑ์การตั้งโรงงานรีไซเคิลยานยนต์ และส่งเสริมการลงทุนกิจการโรงงานรีไซเคิลซากรถ และแบตเตอรี่

ในปี 2563 มีข้อเสนอให้ประชาชนที่นำรถเก่ามากำจัดจะได้รับส่วนลดภาษีไม่เกินเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินได้นิติบุคคล 100,000 บาท และคูปองส่วนลดในการซื้อรถยนต์ใหม่ ที่คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนจากค่ายรถยนต์

นโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ครั้งนั้นไม่เกิดขึ้น โดยหลังจากนั้นรัฐบาลเลือกที่จะประกาศมาตร EV3.0 โดยอุดหนุนราคาผ่านค่ายรถครอบคลุมทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสูงสุดคันละ 150,000 บาท

รัฐบาลแพทองธาร เพิ่มเงื่อนไข บสย.ช่วยค้ำ

ต่อมาในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เมื่อปี 2568 แนวคิดรถเก่าแลกรถใหม่ถูกนำมาพิจารณาอีกครั้ง โดยช่วงต้นปี 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในช่วงดังกล่าว มีแนวคิดใช้มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นยอดขายรถกระบะ แต่ท้ายที่สุดมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก่อน

การพิจารณามาตรการครั้งนี้เสนอให้รถกระบะเก่าอายุ 20-25 ปี มาแลกซื้อรถใหม่ พร้อมส่วนลดทางภาษี และการค้ำประกันสินเชื่อจาก บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

ทว่าแนวคิดนี้ก็ถูกตั้งข้อสังเกตจากผู้เกี่ยวข้องในหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่อง "อายุรถเก่า" ที่อาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคปัจจุบัน รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีส่งผลต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นในตลาดรถยนต์ไทย รวมทั้ง ส.อ.ท.เห็นว่าจะกระตุ้นยอดขายได้ดีหรือไม่ขึ้นกับการปล่อยสินเชื่อ

รัฐบาลอนุทิน จ่อรถเก่าแลกรถใหม่นำร่อง 1-2 หมื่นคัน

ขณะที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เดินหน้าโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ โดยกระทรวงการคลังเตรียมพิจารณาเงื่อนไขเบื้องต้นครอบคลุม EV รถยนต์ไฮบริด และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยพิจารณาจากรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ และเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

รวมทั้งการดำเนินการจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิในรูปแบบใครมาก่อนได้ก่อน (First come, first served) เบื้องต้นจำกัดโควตานำร่อง 10,000-20,000 คัน และจำกัดเวลาโครงการ โดยสเกลของโครงการขึ้นกับกรอบวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร

นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการ และลงรายละเอียด ดังนี้

1.งบประมาณดำเนินการ 

2.การกำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์คันเก่าที่จะเข้าเกณฑ์ 

3.การขยายขอบเขตสิทธิให้ครอบคลุมกลุ่มรถกระบะด้วยหรือไม่ 

4.การวางระบบบริหารจัดการซากรถยนต์เก่าที่รับแลก ซึ่งมีการเสนอแนวทางของญี่ปุ่น เช่น การส่งออกรถยนต์เก่าไปประเทศที่ต้องการ