วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน 2569

Login
Login

โรงกลั่น ‘อาเซียน’ ปิดหน่วยกลั่น ลดกำลังการผลิต 'เปิดทางรอดธุรกิจ'

โรงกลั่น ‘อาเซียน’ ปิดหน่วยกลั่น ลดกำลังการผลิต 'เปิดทางรอดธุรกิจ'

โรงกลั่นน้ำมัน “สิงคโปร์-มาเลเซีย” ทยอยปิดหน่วยกลั่น พร้อมลดกำลังการผลิต หลังผลกระทบจากช่องแคบฮอร์มุซ ด้าน ปตท.รักษากำลังการกลั่นไว้ เจอผลกระทบเสี่ยงขาดทุนระยะสั้น

ประเทศในเอเชียพึ่งพาน้ำมันและก๊าซที่ส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจำนวนมาก ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งทางเรือสําคัญ รวมทั้งหลังจากที่สหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 หลังจากนั้นราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น 

สถานการณ์สงครามนำมาสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งแม้จะมีการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่านแต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยทำให้นำไปสู่การขาดแคลนวัตถุดิบ และส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงโรงกลั่นในเอเชียลดกําลังการผลิตลง

ขณะที่ราคาน้ำมันและก๊าซที่เพิ่มขึ้นได้เขย่าตลาดในภูมิภาค และทําให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ อัตราค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้น รวมถึงการขนส่งผ่านท่าเรือในทะเลแดงเช่นกัน ซึ่งทําให้ต้นทุนการขนส่งน้ำมันดิบในเอเชียสูงขึ้น

โรงกลั่น "มาเลเซีย" ปิดหอกลั่น "สิงคโปร์" ลดกำลังผลิต

โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งในสิงคโปร์และมาเลเซีย กำลังเผชิญภาวะวิกฤติจนต้องประกาศลดกำลังการผลิตและบางแห่งถึงขั้นหยุดเดินเครื่องชั่วคราว เนื่องจากขาดแคลนน้ำมันดิบที่เป็นผลกระทบโดยตรงจากสงครามที่ทำให้เส้นทางขนส่งสำคัญผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกสั่งระงับ ดังนี้

  • มาเลเซีย โรงกลั่น Prefchem ได้ปิดหน่วยกลั่นหลักไปแล้ว 
  • สิงคโปร์ โรงกลั่นยักษ์ใหญ่อย่าง ExxonMobil และ SRC ต้องหั่นกำลังการผลิตลงเหลือเพียง 50-60% 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีต้นเหตุจากการไม่สามารถนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่เคยเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักกว่า 65-70% ได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีไปทั่วภูมิภาค

ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ทยอยลดกำลังการผลิตและบางแห่งถึงขั้นหยุดเดินเครื่องชั่วคราว โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านธุรกิจและต้นทุน ส่งผลให้มีการลดกำลังการผลิตในหลายประเทศ

ปตท.เดินหน้ารักษากำลังการกลั่น

อย่างไรก็ตาม บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ยังคงเดินเครื่องการผลิตตามปกติ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการเชิงธุรกิจเป็นหลัก

ทั้งนี้ ปตท.ได้จัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางล่วงหน้า ปริมาณประมาณ 2 ล้านบาร์เรล ซึ่งอยู่ระหว่างการขนส่งด้วยเรือ Serifos และมีกำหนดถึงประเทศไทยในระยะใกล้

การตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตที่ตลาดโลกอยู่ในภาวะตึงตัวและมีความต้องการสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นแตะระดับประมาณ 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้บริษัทต้องรับภาระต้นทุนที่สูงกว่าปกติ

นอกจากนี้ ปตท.ประเมินว่าการจัดหาน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงขาดทุนในระยะสั้น หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงในภายหลัง โดยคาดว่ามูลค่าผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ปตท. ยังคงมุ่งเน้นรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศเป็นหลัก