นโยบาย “รถเก่าแลกรถใหม่” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านประเทศ (Transition) ของรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 โดยกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตเร่งออกแบบและพิจารณารายละเอียดเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า มาตรการรัฐบาลครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ลดนำเข้าน้ำมันและส่งเสริมไทยในฐานะฐานการผลิต EV โดยภาคเอกชนมีข้อเสนอ ดังนี้
1.ภาครัฐควรเปิดช่องให้เฉพาะรถที่ผลิตในประเทศเข้าร่วมโครงการเท่านั้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานในประเทศ และสนับสนุนใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตในไทย และสร้างงานให้แก่ซัพพลายเออร์
2.ภาครัฐควรเปิดกว้างมาตรการให้ครอบคลุมรถกลุ่มที่ใช้เครื่องยนต์ (ICE) ประเภทรถปิกอัพที่เป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนรุ่นแรกของไทย ซึ่งมีการผลิตขายในประเทศและส่งออก เพื่อให้เกิดมูลค่าในประเทศจากการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (local content) มากกว่า 90%
สำหรับรถปิกอัพ จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันด้วยความสามารถการใช้ไบโอดีเซล B20 อีกทั้งหลายแบรนด์กำลังพัฒนาให้ใช้ไบโอดีเซลในสัดส่วนเพิ่มขึ้น
"อยากขอให้รัฐบาลช่วยส่งเสริมให้เอารถกระบะเก่ามาแลกรถกระบะใหม่และใช้B20 ได้ซึ่งจะใช้น้ำมันดีเซลลดลง เป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ใช้ Bio ตามนโยบายของรัฐบาล"
นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ICE พัฒนาไปมาก โดยภาครัฐจะใช้เป็นแนวทางส่งเสริมใช้พลังงานทางเลือกได้ ซึ่งอาจกำหนดให้ ICE ที่จะเข้าร่วมต้องใช้เชื้อเพลิงทางเลือกได้ เช่น ไบโอดีเซล เอทานอล
ที่ผ่านมาในไทยส่งเสริมเชื้อเพลิงทางเลือกทดแทนน้ำมันจากฟอสซิล โดยกลุ่มเบนซินกำหนดสูงสุดที่ E85 และให้สิทธิพิเศษภาษีทั้งรถยนต์และเชื้อเพลิง โดยสิทธิพิเศษรถยนต์ยกเลิกแล้ว แต่สำหรับเชื้อเพลิงยังคงอยู่ เพียงแต่ความนิยมไม่มากนัก เพราะช่องว่าง E85 กับเชื้อเพลิงอื่นไม่มาก แต่การกำหนดคุณสมบัติพลังงานทางเลือกครั้งนี้จะทำให้พัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกในอนาคต
แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจว่า เงื่อนไขเบื้องต้นครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถยนต์ไฮบริด และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยพิจารณาจากรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ และเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น
รวมทั้งการดำเนินการจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ในรูปแบบใครมาก่อนได้ก่อน (First come, first served) เบื้องต้นจำกัดโควตานำร่อง 10,000-20,000 คัน และจำกัดเวลาโครงการ โดยสเกลของโครงการขึ้นกับกรอบวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร
นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการและลงรายละเอียด ดังนี้
1.งบประมาณดำเนินการ
2.การกำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์คันเก่าที่จะเข้าเกณฑ์
3.การขยายขอบเขตสิทธิ์ให้ครอบคลุมกลุ่มรถกระบะด้วยหรือไม่
4.การวางระบบบริหารจัดการซากรถยนต์เก่าที่รับแลก ซึ่งมีการเสนอแนวทางของญี่ปุ่น เช่น การส่งออกรถยนต์เก่าไปประเทศที่ต้องการ





