นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการบริหารจัดการราคาน้ำมันและนโยบายพลังงานในปัจจุบันว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประมวลผลข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงเพื่อกำหนดค่าการกลั่น รอบที่ 2 หลังจากที่เคยมีการประกาศปรับลดไปแล้วรอบหนึ่งในช่วงก่อนหน้านี้ที่ลดราคาหน้าโรงกลั่นทันที 2 บาทต่อลิตร
โดยเป้าหมายสำคัญคือ การตรวจสอบค่าการกลั่นที่อาจสูงเกินความจริงในช่วงวันที่ 1-15 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทีมงานกำลังตรวจสอบข้อมูลฝั่งต้นทุน ทั้งราคาน้ำมันดิบ ค่าพรีเมียมความเสี่ยงสงคราม (War Premium) ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย
จ่อหั่นค่าการกลั่นรอบ 2 พบตัวเลขพุ่ง 15 บาท
นายเอกนัฏ กล่าวว่า จากการคำนวณเบื้องต้นโดยใช้สูตรเดิม พบว่า ค่าการกลั่นในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนเมษายน (1-15 เม.ย.) ดีดตัวสูงขึ้นไปถึงประมาณ 15 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงผิดปกติอย่างมาก แม้จะหักลบต้นทุนส่วนเพิ่มต่างๆ ออกไปแล้วก็ตาม
ดังนั้นจึงได้นัดหมายทีมงานในวันเสาร์ที่ 18 เม.ย.นี้ เพื่อตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด ก่อนจะประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายในช่วงต้นสัปดาห์หน้า หรือไม่เกินวันที่ 21 เม.ย. เพื่อกำหนดค่าการกลั่นใหม่
"ในรอบแรกเราปรับลดไป 2 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นการคำนวณจากตัวเลขเฉลี่ยของเดือนมี.ค.ทั้งเดือน แต่ในรอบที่ 2 นี้ เราจะนำค่าเฉลี่ยของวันที่ 1-15 เม.ย. มาเป็นฐาน เพื่อใช้ประกาศในช่วง 15 วันถัดไป คือเริ่มตั้งแต่วันที่ 23 เม.ย. ไปจนถึงวันที่ 8 พ.ค." นายเอกนัฏ กล่าว
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในรอบนี้มีแนวโน้มที่จะต้องปรับลดค่าการกลั่นลงมากกว่า 2 บาทอย่างแน่นอนเพื่อให้กลับเข้าสู่ระดับปกติ
กองทุนน้ำมันฯ ยังแบกหนี้ 6 หมื่นล้าน
นอกจากนี้ กรณีที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญเกือบ 20% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ราคาหน้าสถานีบริการในประเทศกลับลดลงเพียงเล็กน้อยนั้น
นายเอกนัฏ กล่าวอธิบายว่า ปัญหานี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานะของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เนื่องจากในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกดีดตัวสูงถึง 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยกองทุนน้ำมันฯ ได้เข้ามาพยุงราคาไว้จนทำให้ติดหนี้สะสมถึง 60,000 ล้านบาท จากเดิมในช่วงก่อนวิกฤติที่กองทุนน้ำมันฯ เคยมีเงินเป็นบวกเกือบหมื่นล้านบาท
ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันฯ มีภาระต้องจ่ายออกวันละประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งถือว่าดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ที่ติดลบวันละกว่า 2,000 ล้านบาท การบริหารจัดการราคาหน้าสถานีบริการน้ำมันในขณะนี้จึงต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยราคาน้ำมันที่ลดลงในตลาดโลกส่วนหนึ่งจะถูกนำมาลดราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน
และอีกส่วนหนึ่งต้องนำไปลดภาระหนี้และรักษาสภาพคล่องของกองทุนไว้เป็นกันชน (Buffer) หากเกิดสถานการณ์รุนแรงในตะวันออกกลางขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการปรับลดราคาไปแล้วรวมกว่า 7.64 สตางค์ต่อลิตร และหากราคาน้ำมันสิงคโปร์ยังทรงตัวในระดับต่ำ ก็จะสามารถปรับลดราคาหน้าปั๊มลงได้อีกพอสมควร
ยันเดินหน้า "ไบโอดีเซล-เอทานอล"
สำหรับข้อเสนอจากภาคประชาชนที่ต้องการให้ยกเลิกการผสมไบโอดีเซลในดีเซล และเอทานอลในเบนซิน เพื่อลดราคาน้ำมันนั้น นายเอกนัฏ กล่าวยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว แม้จะเห็นด้วยในประเด็นอื่นๆ เช่น การปฏิรูปกองทุนน้ำมัน หรือการส่งเสริมโซลาร์เซลล์ก็ตาม
โดยเหตุผลหลักที่ต้องคงนโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพไว้เนื่องจาก
1. ลดการนำเข้า ปัจจุบันประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึงกว่า 90% การใช้พลังงานทดแทนช่วยลดการพึ่งพาต่างชาติได้ตามสัดส่วนที่ผสม
2. ช่วยเกษตรกร แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงชีวภาพอาจจะสูงกว่า แต่เงินเหล่านั้นไปถึงมือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม อ้อย และมันสำปะหลัง
3. ความมั่นคงยั่งยืน เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าไทยจะไม่พึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว และมุ่งสู่พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น
"ผมเข้าใจความกังวลที่ว่าเงินอุดหนุนอาจไปติดอยู่ที่โรงงานผลิต แต่เจตนาของตนคือต้องทำให้รายได้ส่งตรงถึงเกษตรกร 100% และเราต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การสกัดน้ำมันปาล์มให้ทัดเทียมมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย เพื่อให้ระบบทั้งหมดดีขึ้นในระยะยาว" นายเอกนัฏ กล่าว





