“ศุภจี ” เผย 15 เม.ย.ไทยส่งข้อมูลแจง ม.301 สหรัฐ ยันชี้แจงได้คลอบคลุมทุกประเด็น เตรียมบินสหรัฐต้นเดือนพ.ค.แจงข้อสงสัยเอง ก่อนทีมเจรจาทางเทคนิคจะตามไปแจงเพิ่มเติม คาด 7 วัน หลังแจงเสร็จ รู้ผล
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณี สหรัฐใช้มาตรา 301 กับสินค้าไทย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยางว่า เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ ได้ส่งข้อมูลชี้แจงกลับไปยังสหรัฐฯ แล้ว ครอบคลุมทั้งประเด็น กำลังการผลิตส่วนเกิน และ แรงงานบังคับ
สำหรับคำแก้ต่างๆ ได้ชี้แจงว่า ทั้ง 3 อุตสาหกรรมของไทย ไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินแต่อย่างใด และที่สำคัญ เป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงเป็นรัฐบาลก่อน ที่ส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยใช้วัตถุดิบ หรือส่วนประกอบในประเทศ (โลคอล คอนเทนต์) ให้ได้มากที่สุด เพื่อส่งเสริมสินค้าไทย เข้าใจว่า ในประเด็นนี้ สหรัฐฯคงเกรงว่า ไทยอาจเป็นทางผ่านของสินค้าจากประเทศอื่นแล้วส่งออกต่อไปสหรัฐฯ เพื่อหลบเลี่ยงการถูกเก็บภาษีในอัตราสูง ส่วนประเด็นการใช้แรงงานภาคบังคับ ได้ชี้แจงไปว่า ไทยไม่ได้นำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานภาคบังคับเลย
ล่าสุด สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้นัดฝ่ายไทยเข้าชี้แจงเพิ่มเติมที่สหรัฐอเมริกา โดยตนจะนำคณะเดินทางไปด้วยตนเองในช่วงต้นเดือนพ.ค. ก่อนส่งทีมเจรจาเทคนิคเข้าหารือเพิ่มเติมในช่วงกลางเดือนเดียวกัน
"ภายหลังจากการแก้ต่างในช่วงกลางเดือนพ.ค.แล้ว ตามกำหนด ยูเอสทีอาร์ จะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 7 วัน และจะประกาศผลการไต่สวนเลยว่าจะใช้มาตรการใดกับไทย"นางศุภจี กล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเปิดการสอบสวนตาม มาตรา 301 (Section 301) ต่อ 16 ประเทศคู่ค้า รวมถึง ประเทศไทย เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยกล่าวหาว่ามีการดำเนินนโยบายทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม เพื่อทดแทนมาตรการภาษีเดิมที่ถูกศาลสูงสุดของสหรัฐฯ วินิจฉัยให้ยกเลิกก่อนหน้านี้
ประเทศที่อยู่ในขอบเขตการสอบสวนประกอบด้วย 16 ประเทศ ได้แก่ ไทย, จีน, สหภาพยุโรป (EU), สิงคโปร์, สวิตเซอร์แลนด์, นอร์เวย์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, กัมพูชา, เกาหลีใต้, เวียดนาม, ไต้หวัน, บังกลาเทศ, เม็กซิโก, ญี่ปุ่น และอินเดีย
สหรัฐฯ อ้างว่าต้องการตรวจสอบ พฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยมุ่งเน้นไปที่
1.การเกินดุลการค้า: ประเทศที่ส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่านำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ
2.กำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) โดยเฉพาะสินค้าที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐจนมีราคาถูกผิดปกติ
3.การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา: หรือข้อกำหนดที่บังคับให้มีการถ่ายโอนเทคโนโลยี





