"เอกนิติ" รองนายกฯ และ รมว.คลัง กางโรดแมปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในเวที IMF ชูแผนลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เปิดทางครัวเรือนขายไฟฟ้าเข้า Grid พร้อมรับมือผลกระทบพลังงานโลกผ่านนโยบาย "4T" เน้นอัดฉีดความช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ท่ามกลางความกังวลวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ฉุดตัวเลขนักท่องเที่ยว
ในการประชุม IMF-WBG Spring Meeting 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แสดงวิสัยทัศน์ในเวที Governor Talks: Thailand - Navigating Macroeconomic Stability and Growth in a Turbulent World วันนี้ (15 เม.ย. 2569) โดยเน้นย้ำถึงการปรับเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะการสร้างความยืดหยุ่นทางพลังงาน
หนุนครัวเรือนผลิตไฟ-จ่อเปิดขายคืนเข้า Grid
ช่วงหนึ่งของการเสวนา นายเอกนิติ กล่าวถึง การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยระบุว่ารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อลดภาระค่าครองชีพ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไปสู่ "โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ" (Smart Grid) และระบบกักเก็บพลังงาน (Storage) เพื่ออนุญาตให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับคืนเข้าสู่ระบบ (Grid) ได้ในอนาคต ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้และเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระดับฐานราก
ข้อความดังกล่าวสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของนายเดวิด ฟิกคลิ่ง คอลัมนิสต์สายพลังงานจาก Bloomberg Opinion ที่เขียนบทวิเคราะห์ถึงประเทศไทยในหัวข้อ "How an Energy Crisis Could Make Thailand Richer" ไว้ว่า ประเทศไทยอาจมีรายได้เพิ่มขึ้นหากรัฐบาลเปิดเสรีพลังงานสะอาดโดยเฉพาะพลังงานแสดงอาทิตย์ รวมทั้งกระตุ้นให้ประชาชนทำฟาร์มโซลาร์
วิกฤติพลังงาน: แรงกระแทกสองด้านต่อเศรษฐกิจไทย
นายเอกนิติ ยอมรับว่า ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อเหตุกาณ์ครั้งนี้สูง เนื่องจากมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซคิดเป็นสัดส่วนถึง 10% ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) วิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ:
- ช่องทางราคา (Price Channel): ราคาพลังงานที่พุ่งสูงฉุดรั้งกำลังซื้อของประชาชนผ่านค่าขนส่งและอัตราเงินเฟ้อ
- ช่องทางอุปทาน (Supply Shock): กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะราคาปุ๋ยและวัตถุดิบพลาสติก (Naphtha) ที่ต้องนำเข้า
เพื่อบริหารจัดการงบประมาณที่มีจำกัด รัฐบาลได้นำหลักการ "4T" (Target Transition Transform Together) มาใช้ โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือแบบ "Targeted Subsidy" หรือการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม แทนการอุดหนุนแบบเหมาเข่ง ท่ามกลางพื้นที่ทางการคลังที่เหลือน้อยลง
เตรียมทำ 'เป๋าตังช่วยค่าน้ำมัน' โดยตรง
นายเอกนิติ ระบุว่า หนึ่งในความสำเร็จที่สำคัญของไทยคือการใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ไทยมีความแข็งแกร่ง เช่น ระบบพร้อมเพย์ ในการโอนเงินช่วยเหลือตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายในช่วงวิกฤติต่างๆ
ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มคนขับรถบรรทุก รัฐบาลได้เชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตขับขี่กับบัญชีธนาคาร รวมถึงการใช้บัตรสวัสดิการดิจิทัล (Digital Welfare Card) เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเหล่านี้โดยตรงแทนจากแจกเงินแบบหว่าน ซึ่งช่วยให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบและควบคุมการใช้จ่ายให้ตรงตามวัตถุประสงค์
นอกจากนี้ ปัจจุบันรัฐบาลกำลังศึกษาทำกระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับก๊าซหุงต้มและน้ำมันโดยตรงเพื่อรับมือกับวิกฤติน้ำมันในครั้งนี้เช่นเดียวกัน
จับตาท่องเที่ยวฟื้นตัวท่ามกลางความเสี่ยง
สำหรับประเด็นภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลัก นายเอกนิติ ระบุว่าที่ผ่านมาตัวเลขนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ดี โดยเฉพาะในช่วง เทศกาลสงกรานต์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวลดลงหรือชะลอตัวลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งทำให้ไทยต้องเร่งสร้างความร่วมมือในอาเซียนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในภูมิภาคผ่านระบบชำระเงินข้ามพรมแดน





