จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนและอยู่ในระดับสูง กระทบต่อต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และต้นทุนการผลิตปุ๋ยยเคมี ทำให้ราคาปุ๋ยทางการเกษตรและปัจจัยทางการผลิตปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลให้ภาคการเกษตรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นขึ้น
ประกอบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบาย ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ด้านการเกษตร "เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรแบบดั้งเดิม"ไปสู่ "เกษตรแม่นยำ เกษตรมันคง เกษตรยั่งยืน" ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งสำหรับเกษตรกร
กระทรวงการคลังจึงได้เสนอมาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับเกษตรกรผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต (โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ) โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียดและสาระสำคัญของโครงการ ผ่านการดำเนินการปรับปรุงวงเงินโครงการและวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาลของโครงการสินเชื่อไทยยั่งยืน (ชุมชนสร้างไทย ระยะที่ 3) หรือ โครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯ ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
โดยมีเป้าหมายสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินจากการใช้บริการสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพการเกษตรและเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรกร วงเงินโครงการ 3 หมื่นล้านบาท มีระยะเวลาโครงการ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ ครม.มีมติเห็นชอบ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2572
กำหนดวงเงินสินเชื่อต่อราย : สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ : ไม่เกิน 12 เดือน นับถัดจากวันรับเงินกู้ และไม่เกินวันที่ 30 เมษายน 2572 อัตราดอกเบี้ย : ธ.ก.ส. กำหนดอัตราดอกเบี้ย 6%ต่อปี
ทั้งนี้เมื่อเกษตรกรผู้กู้สามารถปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด เกษตรกรผู้กู้จะชำระดอกเบี้ยในอัตราร3% ต่อปี และรัฐบาลจะชำระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรผู้กู้ในอัตราอัตราร3% ต่อปี ทั้งนี้ ภายหลัง สิ้นสุดระยะเวลาโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ คิดอัตราดอกเบี้ยตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด
- วางหลักเกณฑ์เกษตรกรที่เข้าโครงการ
สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการ เกษตรกรต้องปฏิบัติดังนี้
- เกษตรกรต้องผ่านการอบรม/เรียนรู้การพัฒนาทักษะและการบริหาร จัดการต้นทุน (Reskil/Upskl) โดย ธ.ก.ก.ส. หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ/หรือหน่วยงานร่วมดำเนินการอื่น ๆ เช่น การใช้ปุยอย่างมีประสิทธิภาพตามค่าการวิเคราะห์ดิน เป็นต้น
- เกษตรกรต้องใช้เงินกู้เพื่อจัดซื้อปุยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ หรือแหล่งอื่นตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด
- เกษตรกรต้องใช้พันธุ์/เมล็ดพันธุ์ ที่ได้รับการรับรองมีมาตรฐาน ตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสุหกรณ์ หรือตามที่ ธ.ก.ส. กำหนดและจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาที่เหมาะสม ซึ่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะควบคุมราคาให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
- เกษตรกรสามารถชำระหนี้เงินกู้ได้ตามระยะเวลาที่ ธ.ก.ส. กำหนด โดยเกษตรกรผู้กู้รับชำระค่าผลผลิตผ่านบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. และยินยอมให้ ธ.ก.ส. หักชำระหนี้จากบัญชีเงินฝาก
ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ครม.มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ธ.ก.ส.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแนวทางการดำเนินการ โดยอาจขอความร่วมมือหน่วยงานอื่นในการร่วมดำเนินการเพิ่มเติมได้ เพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ
- ธ.ก.ส.ขอชดเชยดอกเบี้ย 2,970 ล้าน
สำหรับรายละเอียดการขอรับชดเชยจากรัฐบาล : ธ.ก.ส. ขอรับเงินงบประมาณชดเชยจากรัฐบาลรวมเป็นเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 2,970 ล้านบาท แบ่งเป็น
- การขดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้ ธ.ก.ส. ในอัตรา3% ต่อปีเป็นระยะเวลา 3 ปี (ไม่เกินวันที่ 30 เมษายน 2571) รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 2,700 ล้านบาท (วงเงิน 30,000 ล้านบาท x อัตราดอกเบี้ย3% ต่อปี x ระยะเวลา 3 ปี)
- วงเงินจ่ายขาดสำหรับการอบรม/เรียนรู้การพัฒนาทักษะและการบริหารจัดการต้นทุน (Reskil/Upskill) ให้ผู้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ แก่ ธ.ก.ส.จำนวน 270 ล้านบาท
โดยกระทรวงการคลังได้รายงาน ครม.ว่าการดำเนินการดังกล่าวเข้าข่ายลักษณะของกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามบทบัญญัติในมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 (พ..ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ) และประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ (คณะกรรมการฯ) เรื่องการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการที่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณหรือภาระทางการคลังในอนาคตพ.ศ. 2561 (ประกาศคณะกรรมการฯ) โดยได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกันกับการขออนุมัติต่อ ครม.ตามบทบัญญัติในมาตรา 27 มาด้วยแล้ว
นอกจากนี้โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ ยังเข้าข่ายตามบทบัญญัติในมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ที่กำหนดให้การมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการ โดยรัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้จากการดำเนินการนั้น ให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายและอยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น
- นโยบายไม่กระทบม.28 พ.ร.บ.วินัยการคลัง
ทั้งนี้ กรอบวงเงินงบประมาณชดเชยจากรัฐบาลเพื่อดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ จำนวน 2,970 ล้านบาท จะไม่ส่งผลให้ยอดคงค้างตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นการปรับลดวงเงินโครงการและวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาลของโครงการสินเชื่อไทยยังยืนฯ ของ ธ.ก.ส. ที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568
ทั้งนี้ ครม.มีมติในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบแนวทางในการกำกับการดำเนินโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯที่กำหนดให้กระทรวงการคลังพิจารณาให้ความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ และเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ของโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ ด้วยแล้ว
นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายตามมาตรา28แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ จะต้องจัดทำบัญชีสำหรับการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการที่ได้รับมอบหมายแยกต่างหากจากบัญชีการดำเนินงานทั่วไป พร้อมทั้งเสนอรายงานผลการดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายและผลสัมฤทธิ์ต่อรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อครม. และเปิดเผยให้สาธารณะทราบ รวมทั้งเผยแพร่ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ต่อไป
- ปรับปรุงวงเงินจากการขอรับชดเชยโครงการก่อน
ในส่วนของการปรับปรุงวงเงินโครงการและวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาลของโครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯ ตามที่คณะรัฐมนตรีในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568 ได้มีมติเห็นชอบการดำเนินมาตรการ "Quick Big Win" เพื่อ SMEs ไทย ซึ่งรวมถึงโครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯ ของธ.ก.ส. วงเงินโครงการ 50,000 ล้านบาท และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณชดเชยจากรัฐบาลจำนวน 5,250 ล้านบาท
ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนปัจจัยการผลิตที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกระทรวงการคลังจึงได้เสนอโครงการสินเชือดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ โดยใช้กรอบวงเงินงบประมาณชดเชยจากรัฐบาลของโครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯ เพื่อดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ
ในการนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินการดังกล่าว จึงเห็นควรปรับปรุงวงเงินโครงการและวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาลของโครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- ปรับลดวงเงินโครงการ จากเดิม 50,00 ล้านบาท เป็น 21,700 ล้านบาท
- ปรับลดวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาล จากเดิม รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้ ธ.ก.ส. ในอัตรา3.5% ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี (ไม่เกินวันที่ 31 กรกฎาคม 2574) จำนวน 5,250 ล้านบาท (วงเงิน 50,000 ล้านบาท x อัตราดอกเบี้ย3.5% ต่อปี x ระยะเวลา 3 ปี) โดยในส่วนนี้ปรับเปลี่ยนเป็นรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้ ธ.ก.ส. ในอัตรา 3.5% ต่อปีเป็นระยะเวลา 3ปี (ไม่เกินวันที่ 31 กรกฎาคม 2571) จำนวน 2,278.5 ล้านบาท (วงเงิน 21,700 ล้านบาท x อัตราดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี x ระยะเวลา 3 ปี)
- ธ.ก.ส. จะทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณเป็นรายปีตามภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงต่อไป
ทั้งนี้ สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่น ๆ ของโครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯยังคงเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบไว้แล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568





