วิกฤติความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมพลังงานไทยกำลังปะทุหลังร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่จะนำมาใช้ในปี 2026-2050 อยู่ภาวะสุญญากาศเชิงนโยบายต่อเนื่องมา 4 รัฐบาล ขณะที่มีการปรับเป้าหมายบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ให้เร็วขึ้นจากปี 2065 เป็น 2050
การปรับเป้าหมายครั้งนี้ส่งผลให้กระทรวงพลังงานต้องปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RE) ให้สูงขึ้นและเร็วขึ้น โดยคาดการณ์ว่าช่วงปลายแผนปี 2580 สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดจะเพิ่มเป็นอย่างน้อย 51%
ในขณะที่การพึ่งพาตัวเองยามที่โลกเผชิญวิกฤติพลังงานและความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยที่ผ่านมาไทยเคยเป็นผู้นำการใช้เอทานอลและไบโอดีเซลของอาเซียน แต่ความสามารถ “การพึ่งพาตนเอง” กำลังถดถอยเมื่อพิจารณาจากปริมาณการใช้ที่ลดลง
ทั้งนี้สถิติในรอบ 5 ปี พบว่าปี 2568 ไทยใช้เอทานอลวันละ 3.43 ล้านลิตร ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ใช้วันละ 4.10 ล้านลิตร ขณะนี้ไบโอดีเซลในปี 2568 ใช้วันละ 3.35 ล้านลิตร ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ใช้วันละ 5.11 ล้านลิตร
"พีดีพี" 4 รัฐบาลล่าช้าสะสมจนวิกฤติ
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แผน PDP 2018 Rev.1 ออกแบบภายใต้บริบทวิกฤติโควิด-19 โดยให้ความสำคัญความมั่นคงพลังงานเป็นหลัก ส่งผลให้สำรองกำลังผลิตไฟฟ้ามากเกินความจำเป็นจนเกิดปัญหาไฟฟ้าล้นระบบ ขณะเดียวกัน สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจำกัดไว้เพียง 20% ไม่สอดคล้องแนวโน้มโลกที่มุ่งสู่พลังงานสะอาด
ต่อมาในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ผลักดันร่าง PDP 2022 เพื่อให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 50% ต่อมาในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ได้พยายามปรับร่าง PDP 2024 เพื่อปรับโครงสร้างพลังงานใหม่แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก โดยเฉพาะการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกินจริงและพึ่งก๊าซธรรมชาติสัดส่วนถึง 68% ทำให้ถูกทบทวนใหม่และเลื่อนประกาศใช้แผน
รวมทั้งเมื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทบทวนแผน PDP ต่อจากรัฐบาลนายเศรษฐา เพื่อให้สอดรับความต้องการใหม่จากอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ดำเนินการไม่เสร็จ
บทบาท “อนุทิน” นโยบาย Quick Win
ช่วงรอยต่อทางการเมืองถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ทบทวนแผน PDP 2026 และผลักดันนโยบายโซลาร์ประชาชน รวมถึง Direct PPA เปิดทางให้ภาคเอกชนซื้อไฟฟ้าสะอาดโดยตรง แต่เมื่อยุบสภาเดือน ธ.ค.2568 ทำให้ PDP รอทบทวนอีกครั้ง
“ทั้ง 4 ช่วงรัฐบาลโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประกอบด้วยนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ (รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์), นายพีระพันธ์ สาสีรัฐวิภาค (รัฐบาลนายเศรษฐา กับรัฐบาล น.ส.แพรทองธาร) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ (รัฐบาลอนุทิน 1) ซึ่งทั้ง 4 รัฐบาลเปิดประชาพิจารณ์ต่อเนื่องแต่ยังประกาศแผน PDP ไม่ได้” แหล่งข่าว กล่าว
คอขวดเชิงนโยบาย “กกพ.” ไม่ขยับ-ลงทุนชะลอ
แหล่งข่าว กล่าวว่า ผลกระทบชัดเจนที่สุดจากสุญญากาศ PDP อยู่ที่หน่วยงานกำกับดูแลเดินหน้าไม่ได้ตามกลไกปกติ โดยเฉพาะคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่เปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรอบใหม่ไม่ได้ เพราะไม่มีแผนแม่บทรองรับ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้อุตสาหกรรมไฟฟ้าทั้งระบบเข้าสู่ภาวะหยุดนิ่งเชิงนโยบาย นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศตัดสินใจลงทุนไม่ได้เพราะขาดความชัดเจนระยะยาว
อีกปัญหาสำคัญอยู่ที่อัตราค่าบริการล้อสาย (Wheeling Charge) ภายใต้กลไก Third Party Access (TPA) ที่ยังไม่สรุปทำให้โครงการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ไม่เกิดขึ้นจริง แม้ประกาศโครงการนำร่อง 2,000 เมกะวัตต์ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นานแล้ว
ประเด็นนี้ส่งผลตรงต่อการตัดสินใจของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Google, Microsoft และ AWS ซึ่งต้องการพลังงานสะอาดสัดส่วนสูงเพื่อดำเนินธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ประเมินต้นทุนพลังงานระยะยาว 10-25 ปีไไม่ด้ จึงหันไปลงทุนประเทศอื่น
ต้นทุนแฝง ภาระไฟฟ้าล้นระบบและค่าไฟแพง
แหล่งข่าวจากภาคอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างพลังงานในอดีตสร้างภาระต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกรณีไฟฟ้าล้นระบบที่เกิดจากการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกินจริง
ทั้งนี้ เกิดผลลัพธ์ให้ไทยต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) ให้โรงไฟฟ้าฟอสซิลจำนวนมาก แม้ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า โดยมีมูลค่าสะสมสูงถึง 500,000 ล้านบาท ในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา ซึ่งภาระดังกล่าวถูกส่งผ่านมายังประชาชนและภาคธุรกิจในรูปค่าไฟฟ้าสูงกว่าที่ควรจะเป็นกระทบความสามารถการแข่งขันของประเทศ
อาเซียนเร่งสปีด ไทยเริ่มเสียตำแหน่ง
ขณะที่ไทยยังติดในวังวนการจัดทำแผน PDP แต่ประเทศเพื่อนบ้านเดินหน้าได้เร็ว ดังนี้
1.เวียดนาม ประกาศใช้กลไก DPPA (Direct Power Purchase Agreement) เปิดทางให้เอกชนซื้อไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง
2.มาเลเซีย เปิดตัวนโยบาย CRESS ที่มีความยืดหยุ่นสูงและไม่มีข้อจำกัดด้านโควตา ซึ่งแตกต่างจากไทยที่ยังจำกัดโครงการนำร่องเพียง 2,000 เมกะวัตต์
“ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้ไทยเริ่มสูญเสียความน่าสนใจในฐานะฐานการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของภูมิภาค”
โจทย์หิน PDP เพิ่มสัดส่วนไฟฟ้ายั่งยืน
สำหรับร่าง PDP 2026 กำลังจัดถูกจับตามองใกล้ชิดเพราะต้องตอบโจทย์ซับซ้อนทั้งการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้เกิน 50% เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero, การรองรับความต้องการไฟฟ้าใหม่จาก EV ซึ่งจะเพิ่มถึง 30.7 ล้านคัน ในปี 2593 รวมถึงการบริหารต้นทุนพลังงานไม่ให้กระทบประชาชนและภาคธุรกิจมากเกินไป
“ทั้งหมดนี้ต้องเกิดขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านโครงสร้างเดิม และความคาดหวังจากนักลงทุนที่ต้องการความชัดเจนมากกว่าคำมั่นสัญญา” แหล่งข่าว กล่าว
เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รับฟังความคิดเห็นต่อการจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า (Load Forecast) เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ให้สอดคล้องเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป
รวมถึงความต้องการใหม่ (New Demand) จากโครงการและนโยบายสำคัญ เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง ระบบไฟฟ้าขนส่งมวลชน ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นใน EEC รวมถึง EV และ Data Center
ขณะเดียวกันมีการพิจารณาสมมติฐานการติดตั้ง Solar Rooftop และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งจะช่วยลดภาระความต้องการไฟฟ้าจากระบบหลัก รวมถึงผลจากมาตรการอนุรักษ์พลังงานระดับเข้มข้นที่ส่งผลให้แนวโน้มความต้องการไฟฟ้าในอัตราชะลอตัวลง
สุญญากาศ 4 รัฐบาล PDP ไม่ได้ข้อสรุป
สำหรับสุญญากาศ PDP ที่ยืดเยื้อมานานตลอด 4 รัฐบาล ไม่ใช่เพียงปัญหาของแผนพลังงาน แต่เป็นภาพสะท้อนของการขาดเอกภาพเชิงนโยบายในระดับประเทศ และขณะนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลที่ 5
แหล่งข่าว กล่าวว่า หากรัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถรีเซ็ต และประกาศใช้ PDP 2026 ที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องบริบทโลกได้ภายในครึ่งแรกของปี 2569 ไทยอาจต้องเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระยะยาว ทั้งโอกาสเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ภูมิภาค และความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าใหม่ เช่น ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ
“ในเกมพลังงานยุคใหม่ความชัดเจนคืออำนาจต่อรอง และเวลา คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด ซึ่งประเทศไทยกำลังสูญเสียไปทุกวัน”
แนะปลดล็อก “เอทานอล” เลิกเห่อเฉพาะวิกฤติ
สถานการณ์พลังงานหมุนเวียนในส่วนของเอทานอลตกในสภาวะถดถอย ที่ต้องเผชิญกับการสวนทางอย่างน่ากังวล จากเดิมที่เคยเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนเมื่อ 10-15 ปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มเอทานอลที่เคยเป็นธุรกิจดาวรุ่ง
นายเสกสรรค์ พรหมนิช ประธานคณะทำงานพัฒนาอุตสาหกรรมเอทานอล และรองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาครัฐต้องส่งเสริมและวางแผนใช้พลังงานหมุนเวียนต่อเนื่อง ไม่ใช่มาให้ความสำคัญเพียงเฉพาะช่วงเกิดวิกฤติราคาพลังงาน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมานโยบายด้านเอทานอลและไบโอดีเซล ขาดความชัดเจนและเปลี่ยนไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการวางแผนระยะยาวไม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนะกองทุนน้ำมันฯ หยุดบิดเบือนราคา
สำหรับบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ควรมีหน้าที่สร้างเสถียรภาพราคาช่วงตลาดโลกผันผวนรุนแรงระยะสั้น เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีเวลาปรับตัว แต่ต้องไม่ถูกนำไปใช้บิดเบือนราคาจนผิดจากกลไกตลาดโลกระยะยาว เพราะจะส่งผลการใช้พลังงานขาดประสิทธิภาพ
“กองทุนน้ำมันฯ ควรเก็บเงินสะสมช่วงราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกต่ำเพื่อสร้างสภาพคล่อง และนำออกมาพยุงราคาเฉพาะช่วงฉุกเฉิน และที่สำคัญสุดต้องบริหารไม่ให้กองทุนติดลบ เพราะการติดลบสะท้อนการบิดเบือนราคารุนแรงเกินไป” นายเสกสรรค์ กล่าว
หนุนส่วนต่าง E20 จูงใจยอดใช้พุ่ง 4 ล้านลิตร
ส่วนความคืบหน้าการส่งเสริมแก๊สโซฮอล์ E20 หลังปรับส่วนต่างราคาให้ถูกกว่า E10 (แก๊สโซฮอล์ 95) ลิตรละ 3-5 บาท เริ่มส่งผลบวกชัดเจนต่อยอดการใช้เอทานอล โดยคาดการณ์ว่าปริมาณการใช้อาจขยับไปแตะ 4 ล้านลิตรต่อวัน จากเดิมช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาขาดการส่งเสริมต่อเนื่องทำให้ยอดใช้คง 3.3-3.4 ล้านลิตรต่อวัน
ทั้งนี้ แม้อุตสาหกรรมจะมีกำลังการผลิตติดรวม 7 ล้านลิตรต่อวัน จากโรงงาน 28 แห่ง แต่ประเมินว่าปี 2569 การผลิตจริงอาจไม่เกิน 4.5 ล้านลิตรต่อวัน เพราะมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ
ขณะที่อีกความกังวลเป็นการเริ่มมาตรการส่งเสริม E20 จริงจังช่วงปลายเดือน มี.ค.2569 ถือว่าล่าช้าเกินไปเพราะเป็นช่วงปลายฤดูกาลเก็บเกี่ยววัตถุดิบหลักทั้งมันสำปะหลังและอ้อย อีกทั้งโมลาส (กากน้ำตาล) เริ่มมีปริมาณจำกัด ประกอบกับผู้ประกอบการบางส่วนมีสัญญาผูกพันการส่งออกไปก่อนหน้าแล้ว
ห่วงวัตถุดิบขาดแคลน-ส่งเสริมช้าเกินไป
“หากนโยบายมีความชัดเจนและนิ่งพอตั้งแต่ต้นปี หน้าโรงงานสามารถบริหารจัดการสต็อกวัตถุดิบและจำกัดการส่งออกเพื่อรองรับความต้องการในประเทศได้ แต่เมื่อมาเริ่มส่งเสริมในช่วงที่วัตถุดิบใกล้หมดฤดู จึงเป็นเรื่องยากที่จะเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต”
นายเสกสรรค์ กล่าวว่า แม้อนาคตไม่มีเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุน แต่อุตสาหกรรมเอทานอลแข่งขันได้ด้วยโครงสร้างภาษีปัจจุบัน เนื่องจากเบนซินหน้าโรงงานต้องเสียทั้งภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาลรวม 8.25 บาทต่อลิตร ขณะที่เอทานอลได้รับยกเว้น
“หากรัฐบาลต้องการจูงใจให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน เพียงแค่รักษาโครงสร้างภาษีให้เหมาะสม และใช้กองทุนน้ำมันฯ รักษาส่วนต่างราคาให้ E20 ถูกกว่า E10 อย่างน้อย 3 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องก็เพียงพอให้ประชาชนตัดสินใจเลือกใช้เอง โดยไม่พึ่งการอุดหนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว” นายเสกสรรค์ กล่าว





