สทนช.เตือนรับมือเอลนีโญช่วงกลางปี 69 เสี่ยงฝนน้อยน้ำขาด พบเขื่อนหลักจ่อต่ำกว่า 50% รัฐเข็น 9 มาตรการรับมือฤดูฝน พร้อมปรับแผนจัดการน้ำแบบพลวัต ย้ำทุกภาคส่วนประหยัดน้ำด่วนเพื่อสำรองใช้ยาวถึงปี 70
ไทยมีความเสี่ยงเผชิญภาวะฝนน้อยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอนโซที่มีสภาวะเป็นกลางขณะนี้ โดยมีแนวโน้มเปลี่ยนเข้าสู่ “สภาวะเอลนีโญ” ช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค.2569 และอาจต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้
ขณะที่กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงปรับแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความเสี่ยงน้ำน้อย รวมถึงติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง ช่วงต้นฤดูฝน (ณ วันที่ 1 พ.ค.2569) พบว่า ภาพรวมของปริมาณน้ำในภาคกลางและภาคตะวันออก อาจต่ำกว่า 50% ของความจุเก็บกักรวม
นอกจากนี้ มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่มอก อ่างเก็บน้ำคลองสียัด และอ่างเก็บน้ำวชิราลงกรณ ที่ปริมาณน้ำมีแนวโน้มลดต่ำกว่าเกณฑ์กักเก็บน้ำต่ำสุดจึงต้องเฝ้าระวังและวางแผนจัดสรรน้ำรัดกุม
นอกจากนี้ สทนช.จะเสนอ (ร่าง) มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2569 จำนวน 9 มาตรการให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบ ซึ่งปรับปรุงจากการถอดบทเรียนร่วมกับหลายภาคส่วนในปี 2568 และเพิ่มกลไกขับเคลื่อนตามความเห็นของคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อให้ดำเนินงานชัดเจนและปฏิบัติได้จริงในระดับพื้นที่
ทั้งนี้ มอบให้ สทนช.เสนอ กนช.พิจารณาเพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางเตรียมความพร้อมการบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ประกอบด้วย
1.คาดการณ์ชี้เป้าและแจ้งเตือนพื้นที่เสียงน้ำท่วมและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วงทำก่อนฤดูฝนและตลอดฤดูฝน
2.ทบทวนปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำอาคารควบคุมบังคับน้ำอย่างบูรณาการในระบบลุ่มน้ำและกลุ่มลุ่มน้ำ
ทั้งนี้ เพื่อรองรับสภาพอากาศที่แปรปรวนสูง ซึ่งยากต่อการคาดการณ์และวางแผน โดยเห็นชอบการปรับปรุงเกณฑ์การปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แบบพลวัต (Dynamic Operation Curve) ตามที่กรมชลประทานและ กฟผ.เสนอ
รวมทั้งเน้นบูรณาการข้อมูลคาดการณ์ฝนล่วงหน้า 6 เดือน เพื่อประกอบการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ และคาดการณ์น้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำ สำหรับใช้วางแผนการบริหารจัดการน้ำได้สอดคล้องสถานการณ์จริงที่สุดเพื่อป้องกันอุทกภัยและสำรองน้ำต้นทุนไว้ใช้ช่วงเอลนีโญ
ชง 9 แนวทางจัดการน้ำรับเอลนีโญ
3.เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมืออาคารชลศาสตร์ระบบระบายน้ำทาศบุคลากรประจำพื้นที่เสี่ยงให้รองรับสถานการณ์ในช่วงน้ำหลากและฝนทิ้งช่วง
4.ตรวจสอบพร้อมติดตามความมั่นคงปลอดภัยคันกั้นน้ำทำนกผนังกั้นน้ำ
5.การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเป็น
6.การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัย เร่งพัฒนาเก็บกักน้ำแหล่งน้ำทุกประเภทช่วงปลายฤดูฝน
8.การสร้างการรับรู้ความเสี่ยงและสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายในการติดตามเฝ้าระวังรับมือภัยด้านน้ำ
9.การติดตามประเมินผลปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัย
ด้านสถานการณ์ภัยแล้งปัจจุบันยังไม่มีพื้นที่ประสบภัยแล้งตามประกาศเขตให้ความช่วยเหลือ (ภัยแล้ง) ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่ สทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์พื้นที่มีแนวโน้มเสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคนอกเขตการประปาส่วนภูมิภาค (ประปาท้องถิ่น) และเฝ้าระวังสถานการณ์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือน พ.ค.-ก.ค.2569 มีโอกาสฝนทิ้งช่วงบางพื้นที่
บริหารน้ำให้พอถึงฤดูฝนปี 70
รายงานจากรมชลประทาน แจ้งว่า กรมชลประทานทบทวนแผนจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง 2568/69 รวมทั้งนโยบายและมาตรการการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2568/69 ทั้งประเทศ 15.6 ล้านไร่ แบ่งเป็น
ข้าวรอบที่ 2 จำนวน 12.86 ล้านไร่ (ในเขตชลประทาน 10.05 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 2.81 ล้านไร่) และพืชไร่พืชผัก จำนวน 2.74 ล้านไร่ (ในเขตชลประทาน 0.67 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 2.07 ล้านไร่)
ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด จำนวน 8.59 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวรอบที่ 2 จำนวน 7.80 ล้านไร่ (ในเขตชลประทาน 6.27 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 1.53 ล้านไร่) พืชไร่พืชผัก จำนวน 0.79 ล้านไร่ (ในเขตชลประทาน 0.08 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 0.71 ล้านไร่)
ลุ่มน้ำแม่กลอง 7 จังหวัด จำนวน 1.27 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวรอบที่ 2 จำนวน 0.93 ล้านไร่ (ในเขตชลประทาน 0.91 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 0.02 ล้านไร่) พืชไร่พืชผัก จำนวน 0.34 ล้านไร่ (ในเขตชลประทาน 0.23 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 0.11 ล้านไร่)
ทั้งนี้ การจัดสรรน้ำและการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง โดยกรมชลประทานจะจัดสรรน้ำให้สอดคล้องปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำเพื่อสนับสนุนทุกกิจกรรมอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม รวมทั้งให้มีน้ำเพียงพอ สำหรับการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศ การอุตสาหกรรม และการเพาะปลูกพืชต้นฤดูฝนปี 2570
จัดสรรน้ำสำหรับปลูกข้าวนาปรัง
ส่วนภาคการเกษตรให้กำกับติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกเป็นไปตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง โดยแผนเดิมจะใช้ปริมาณน้ำต้นทุนเป็นปัจจัยหลัก แต่เมื่อสภาพเศรษฐกิจและตลาดโลกเปลี่ยนแปลงเร็วต้องขยายกรอบคิดให้ครอบคลุมมิติอื่น ได้แก่
มิติเศรษฐกิจและการตลาดในประเทศและต่างประเทศ มิติสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมิติด้านสังคมและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ เพื่อวางแผนการเพาะปลูกช่วงฤดูแล้งที่ “ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ” และ “ผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการ”
เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ วางแผนจัดสรรน้ำสอดคล้องปริมาณน้ำต้นทุนที่มีเพื่อให้มีน้ำต้นทุนสนับสนุนปลูกข้าวนาปรังปี 2568/69 ซึ่งจะส่งน้ำให้พื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 6.60 ล้านไร่
เขตลุ่มน้ำแม่กลอง ปริมาณน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรีวางแผนจัดสรรน้ำ สอดคล้องปริมาณน้ำต้นทุนที่มี เพื่อสนับสนุนน้ำการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศและการเกษตร รวมถึงการส่งน้ำเพาะปลูกข้าวนาปรังช่วงฤดูแล้งปี 2569 ส่วนเขตลุ่มน้ำอื่นให้วางแผนจัดสรรน้ำสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน
เตรียมน้ำ “ฤดูแล้ง-เอลนีโญ”
แผนการจัดสรรน้ำและการปลูกพืชฤดูแล้งปี 2568/69 ทั้งประเทศ มีปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง แหล่งน้ำขนาดใหญ่อื่น ๆ และการกำหนดพื้นที่เพาะปลูก ปริมาตรน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และแหล่งน้ำขนาดใหญ่อื่น ๆ จากทั้งประเทศ ณ วันที่ 1 พ.ย.2568 รวม 47,516 ล้านลูกบาศก์เมตร แยกเป็น
1.ปริมาตรน้ำใช้การได้ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 39,385 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 4,235 ล้านลูกบาศก์เมตร และโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ 3,896 ล้านลูกบาศก์เมตร
2.แผนการจัดสรรน้ำภาพรวมทั้งประเทศ 33,753 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็น แผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้ง 29,563 ล้านลูกบาศก์เมตร แยกเป็นเพื่อการเกษตร 18,247 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อการอุปโภคและบริโภค 2,748 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อรักษาระบบนิเวศและอื่น ๆ 8,568 ล้านลูกบาศก์เมตร และพร่องระบายน้ำเพื่อรักษาเสถียรภาพอ่างเก็บน้ำอีก 4,190 ล้านลูกบาศก์เมตร (เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา)
“ปริมาณน้ำที่มีเพียงพอบริหารจัดการให้ไทยผ่านฤดูแล้งนี้ไปได้ แต่เนื่องจากสถาณการณ์ของไทยก้าวสู่ภาวะเอลนีโญ ดังนั้นฤดูฝนที่จะถึงนี้อาจมีปริมาณน้อยกว่าที่คาดการณ์ และจะกระทบต่อการเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในปี 2570 ดังนั้นทุกภาคส่วนควรใช้น้ำอย่างประหยัด”





