สถานการณ์ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามกลายเป็นปัจจัยทำให้ตลาดปุ๋ยโลกก้าวสู่ภาวะ “ตึงตัว” รุนแรง โดยปัญหาไม่หยุดแค่ราคาที่สูงขึ้น แต่ลามไปถึงห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งที่หยุดชะงักอย่างมีนัยสำคัญ
นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลหลายประเทศรวมถึงไทยกำลังเร่งเจรจา คือ ปัญหาเรือขนส่งสินค้าที่ติดค้างในอ่าวและเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ตามปกติ โดยมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันและผลิตภัณฑ์พลาสติกบางส่วนทยอยออกมาได้บ้างจากการเจรจาทางการทูต
แต่มีเรืออีกจำนวนมากยังติดค้างอยู่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลำเลียงวัตถุดิบสำคัญ ความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงทำให้เส้นทางเดินเรือต้องเปลี่ยนไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งเพิ่มระยะทางและต้นทุนค่าขนส่งอย่างมหาศาล
ตลาดปุ๋ยปัจจุบันกลายเป็น “Supply Driven Market” โดยมีปัจจัยหนุนจากความไม่แน่นอนด้านภูมิศาสตร์และโลจิสติกส์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกปุ๋ยเคมีรายใหญ่ของโลก
โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่ตะวันออกกลางมีสัดส่วนครองตลาดถึง 40% ของตลาดโลก เมื่อฐานการผลิตสำคัญได้รับผลกระทบจากสงครามและโรงงานบางแห่งในพื้นที่ เช่น ในกาตาร์ ต้องหยุดดำเนินการ ย่อมส่งผลให้ปริมาณสินค้าในตลาดโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน ยังเป็นตัวเร่งให้ต้นทุนการผลิตปรับเพิ่มขึ้นและผลักดันราคาในภาพรวมของตลาดให้สูงขึ้นต่อเนื่อง
ไนโตรเจน (N) หรือยูเรีย เป็นกลุ่มที่ราคาปรับตัวขึ้นแรงสุดและผันผวนสูง เนื่องจากยูเรียเป็นที่ต้องการสูงในตลาดออสเตรเลีย อินเดีย และอเมริกาเหนือ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เมื่อยูเรียเริ่มมีปัญหาขาดแคลน ผู้ซื้อจำนวนมากเริ่มหันไปใช้ “แอมโมเนียมซัลเฟต” เป็นทางเลือกทดแทน แม้ทดแทนไม่ได้ทั้งหมดแต่หาได้ง่ายกว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน
ฟอสเฟต (P) เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น เช่น กำมะถัน และแอมโมเนีย ปัจจุบันกิจกรรมการซื้อขายเริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากราคาปรับขึ้นจนเกินขีดความสามารถในการซื้อของเกษตรกรหลายพื้นที่ เช่น บราซิล ที่ราคาปุ๋ยสวนทางกับราคาพืชผลที่ลดลง
โปแตสเซียม (K) แม้ราคาสูงขึ้นตามกลไกตลาดแต่เป็นกลุ่มที่มีเสถียรภาพมากที่สุดเมื่อเทียบอีก 2 ชนิด โดยแหล่งผลิตสำคัญมาจากแคนาดาและจอร์แดน แม้มีปัญหาค่าขนส่งจากระยะทางไกล แต่ถูกมองเป็นกลุ่มที่มี “Best Value” ในเชิงคุณค่าอาหารพืช
ปัจจัยที่ต้องจับตาใกล้ชิด คือ บทบาทของอินเดียที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของโลก โดยรัฐบาลอินเดียใช้วิธีการประมูลครั้งละ 2-5 ล้านตันเพื่อนำไปขายในราคาพิเศษให้สหกรณ์ในประเทศ และเมื่อใดที่อินเดียประกาศประมูลจะทำให้ราคาปุ๋ยทั่วโลกเกิดความหวั่นไหว
สำหรับไทยที่ตัดสินใจสั่งนำเข้าปุ๋ยต้องประเมินจังหวะประมูลของอินเดียให้ดี หากสั่งซื้อก่อนหรือหลังจังหวะที่เหมาะสมอาจต้องเผชิญราคาที่สูงลิ่ว
นายกองเอก เปล่งศักดิ์ กล่าวว่า ปุ๋ยเป็น “ยาขม” ของไทยมาตลอด แม้ไทยมีทรัพยากรแร่ธาตุในดินที่มีค่า แต่ขาดการส่งเสริมจริงจังจากนโยบายภาครัฐช่วง 60 ปีที่ผ่านมา การขาดความต่อเนื่องของนโยบายและการมุ่งเน้นแต่การ “ลด แลก แจก แถม” เพื่อหวังผลทางการเมือง ถูกมองว่าเป็น “วงจรปีศาจ” ที่ทำให้ปัญหาปุ๋ยและการเกษตรไม่ถูกแก้ไขอย่างยั่งยืน
ปัจจุบันไทยต้องพึ่งการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศเป็นหลัก เช่น อิหร่าน รัสเซียและจีน สถานการณ์ขณะนี้น่าเป็นห่วง เนื่องจากยูเรียจำนวนหนึ่งติดค้างอยู่ในเรือต่างประเทศ
ขณะที่ฤดูเพาะปลูกหลักของไทยจะเริ่มขึ้นในเดือน พ.ค.2569 ทำให้ช่วงเดือน เม.ย.2569 เป็น “โค้งสุดท้าย” ที่สำคัญยิ่งในการจัดหาปุ๋ยให้เพียงพอ
ท่ามกลางวิกฤติต้นทุนนี้เกษตรกรต้องปรับตัวจากการใช้ปุ๋ยตามความเคยชินเป็นการใช้ให้ “เป็น” และใช้ให้ “ถูก” การส่งเสริมปุ๋ยอินทรีย์วัตถุเพื่อปรับสภาพดินควบคู่ไปกับการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็น โดยโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัด” หรือการตรวจวิเคราะห์ดินก่อนใส่ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตเป็นทางออกที่รัฐบาลควรเร่งผลักดันผ่านความร่วมมือของนักวิชาการที่เป็นกลาง
รวมทั้งวิกฤติสงครามที่กระทบราคาปุ๋ยเป็นบทเรียนสำคัญที่ย้ำเตือนว่าไทยต้องรีบทบทวนยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารและการจัดการทรัพยากรแร่ธาตุในประเทศอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่กระดูกสันหลังของชาติ
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่กระทบการนำเข้าวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ย ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคเกษตรนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานในสังกัดพร้อมประเมินปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีในภาคการเกษตรสำหรับฤดูกาลผลิตที่จะถึงนี้
พบว่ามีความต้องการถึง 6 ล้านตัน สำหรับในสถานการณ์การเพาะปลูกปกติ โดยแบ่งเป็นข้าว 1 ล้านตัน และพืชชนิดอื่นอีกกว่า 5 ล้านตัน ซึ่งสำหรับสถานการณ์ปุ๋ยทุกสูตรภายในประเทศขณะนี้ยังพอมีบางส่วน (ประมาณ 900,000 ตัน) แต่อาจไม่มากเพียงพอความต้องการเกษตรกร
ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดันการใช้สารชีวพันธุ์ ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นทางเลือกเพื่อให้เกษตรกรลดต้นทุนและเป็นโอกาสให้เกษตรกรปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น ส่งผลให้พึ่งพาการใช้ปุ๋ยน้อยลง
อีกทั้งเป็นโอกาสยกระดับการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวตอบสนองต่อความต้องการของตลาด สินค้าเกษตรมูลค่าสูงอีกด้วย และเชื่อว่าในขณะนี้รัฐบาลและทุกภาคส่วนอยู่ระหว่างการแสวงหาวัตถุดิบแม่ปุ๋ยในทุกๆช่องทางเพื่อไม่ให้เกิดความขาดแคลนภายในประเทศอย่างแน่นอน
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร บอกว่า การนำเข้าวัตถุดิบยูเรียสำหรับการผลิตปุ๋ยรองรับฤดูกาลผลิตที่กำลังจะมาถึงในอีก 3 เดือนข้างหน้านี้ นั้นหากนำเข้ายูเรีย 1 ล้านตัน คาดว่าจะเพียงพอนำมาผลิตปุ๋ยทุกสูตรได้ 4 ล้านตัน
รวมทั้งหากเกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยตามมาตรการของภาครัฐ ทั้งการปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราส่วน 70 ต่อ 30 ควบคู่การปรับปรุงสภาพดินให้เหมาะสมกับความเหมาะสมกับบริบทของการใช้ปุ๋ยและพืชต่างๆด้วยเชื่อว่าจะทำให้เกิดการลดการใช้ปุ๋ยและใช้อย่างมีประสิทธิภาพอีกและลดปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยได้





