เว็ปไซต์กรมส่งเสริมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม รายงานว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อได้ ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของเวียดนาม
กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมจึงได้จัดทำกรอบแผนสถานการณ์ตอบสนอง (response scenarios framework) โดยจำแนกเป็น 3 กรณีตามกรอบระยะเวลาของสถานการณ์ ได้แก่ 1 เดือน 3 เดือน และ 1 ปี เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงนโยบาย มุ่งลดผลกระทบเชิงลบ รักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน และคงเป้าหมายการขยายตัวของภาคเกษตรในปี 2569 ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก
ผลกระทบที่สำคัญปรากฏชัดในด้านต้นทุนปัจจัยการผลิต ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานในตลาดโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตร อาทิ ปุ๋ย เชื้อเพลิง และวัตถุดิบอาหารสัตว์
ขณะเดียวกัน ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราค่าระวางขนส่งทางทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 25–35 %ประกอบกับระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการหลีกเลี่ยงเส้นทางขนส่งที่มีความเสี่ยงสูง เช่น บริเวณทะเลแดง (Red Sea) และคลองสุเอซ (Suez Canal)
โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวต่อเวลา เช่น สินค้าประมงและผักผลไม้สด ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนการเก็บรักษาที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า
ด้านตลาดการค้า สินค้าบางประเภทที่มีระดับการพึ่งพิงตลาดตะวันออกกลาง เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และพริกไทย มีแนวโน้มเผชิญภาวะชะงักงันของตลาดและแรงกดดันด้านอุปสงค์ ขณะเดียวกัน ผลกระทบทางอ้อมจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จากความไม่แน่นอนด้านพลังงานและระบบขนส่ง
โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) มีแนวโน้มส่งผลให้กำลังซื้อในตลาดสำคัญอ่อนตัวลง และสะท้อนกลับมายังสมรรถนะการส่งออกสินค้าเกษตรของเวียดนาม
อย่างไรก็ดี แม้ว่าตลาดตะวันออกกลางจะมีสัดส่วนเพียงประมาณ 2–2.2 % ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรรวม แต่ผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นกลับมีผลในวงกว้างต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเวียดนามในตลาดโลก
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การกำหนดกรอบระยะเวลาของสถานการณ์ทั้ง 3 ระดับจึโดยแต่ละกรณีสะท้อนระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกในตลาดสำคัญ อาทิ ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกาเหนือ
ในระยะสั้น ภาครัฐให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพตลาด ผ่านมาตรการควบคุมราคาปัจจัยการผลิต การสำรองสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ข้าว เพื่อรักษาสมดุลด้านราคาในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าด้านโลจิสติกส์ และการจัดตั้งกลไกสื่อสารฉุกเฉินเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อปัญหาของภาคธุรกิจได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การขยายระยะเวลาชำระหนี้ และการสนับสนุนด้านการเก็บรักษาสินค้า ได้ถูกนำมาใช้เพื่อลดข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง
ขณะเดียวกัน การกระจายตลาดส่งออกได้รับการยกระดับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเวียดนามเร่งขยายตลาดไปยังภูมิภาคเอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTAs) เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดที่มีความผันผวนสูง
ในระยะยาว ภาคเกษตรกรรมของเวียดนามมุ่งดำเนินการปรับโครงสร้างไปสู่ระบบการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและยั่งยืน ภายใต้กรอบเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ (green and ecological agriculture)
โดยเน้นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ และการพัฒนาแบรนด์สินค้าเกษตรในตลาดโลก ตลอดจนการเสริมสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านปัจจัยการผลิต เพื่อลดความเปราะบางจากปัจจัยภายนอก
พร้อมกันนี้ การพัฒนาตลาดภายในประเทศ การส่งเสริมการค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและความปลอดภัยอาหาร ถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างฐานอุปสงค์ภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งและสมดุลกับภาคการส่งออก
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ ให้ความเห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและในเวียดนามมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต และค่าขนส่งระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารที่มีความอ่อนไหวต่อระยะเวลา
นอกจากนี้ ความผันผวนของอุปสงค์ในตลาดโลก และความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ยังทำให้การบริหารคำสั่งซื้อและสินค้าคงคลังมีความซับซ้อนมากขึ้น
ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก อาทิ การกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการบริหารคลังสินค้า รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่อง
ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี และการติดตามมาตรการสนับสนุนของเวียดนาม เช่น นโยบายสินเชื่อ มาตรการภาษี และการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาด
สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายบทบาทในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เวียดนามยังมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบหรือเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
อีกทั้ง แนวโน้มการปรับโครงสร้างภาคเกษตรของเวียดนามไปสู่ระบบเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเชิงนิเวศยังเอื้อต่อการลงทุนร่วม และความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ระหว่างผู้ประกอบการไทยและเวียดนาม ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนทางการค้าในระยะยาว





