ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) การปรับตัวสู่ความยั่งยืนได้กลายเป็น "ทางรอด" ของภาคอุตสาหกรรม โดยมีแผงวงจรรวม (Integrated Circuits: IC) หรือ "ชิป" เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) และเทคโนโลยีสะอาด
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยข้อมูลการส่งออกแผงวงจรรวม (Integrated Circuit: IC) ของไทย (พิกัดศุลกากร HS 8542) ว่า ปี 2568 การส่งออกชิปมีมูลค่า 11,095.51 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก ปี 2567 ที่มีมูลค่า 8,651.35 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 28.25 %
โดยตลาดส่งออกหลัก 5 อันดับแรกเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ฮ่องกง มูลค่า 2,848.05 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 25.67 % ขยายตัว 34.39 % ไต้หวัน มูลค่า 1,321.21 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 11.91% ขยายตัว 89.25 %
มาเลเซีย มูลค่า 1,032.84 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 9.31 % ขยายตัว36.82 % จีน มูลค่า 1,007.58 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 9.08 % ขยายตัว 41.48 % และสิงคโปร์ มูลค่า 972.20 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 8.76 % ขยายตัว 12.49 %
“นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า วิเคราะห์ว่า การส่งออกแผงวงจรรวม (IC) ของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากปัจจัยหนุน 3 ด้าน
1.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตภายใต้แนวคิด China Plus One โดยกลุ่มทุนต่างชาติเลือกไทยเป็นฐานการผลิตที่มีความเสี่ยงต่ำและมีความเป็นกลางทางการเมือง เพื่อรักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก
2.ความพร้อมทางยุทธศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐาน ไทยมีจุดแข็งจากการเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ดั้งเดิมที่มีความเชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการขยายโรงงานและการนำเข้าเครื่องจักรผลิตชิปสมัยใหม่เข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้น
3.การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและเทคโนโลยีสะอาด (Digital & Green Transition) ความต้องการชิปทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจากกระแสการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค ส่งผลให้เกิดความต้องการแผงวงจรรวมเพื่อใช้ในระบบควบคุมพลังงานและระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ภายในรถยนต์เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
นอกจากนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก หลังวิกฤตการณ์ขาดแคลนชิปคลี่คลายลง วัฏจักรของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้กลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอุปกรณ์เชื่อมต่อ IoT (Internet of Things) ล้วนใช้แผงวงจรรวมเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้จึงผลักดันให้มูลค่าการส่งออก IC ของไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตามแม้ตัวเลขการส่งออกชิปของไทยจะสดใส แต่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง "อิสราเอล-อิหร่าน" ที่ อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกแผงวงจรรวมของไทยในทางอ้อม มากกว่าผลกระทบโดยตรง
อาทิ ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุน แม้อิหร่านจะไม่ใช่ตลาดหลักของ IC ไทย แต่กลุ่มสินค้าเครื่องจักรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (รวมถึง IC) ถูกประเมินว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากปัญหาโลจิสติกส์และค่าขนส่งที่สูงขึ้น
หากสงครามยืดเยื้อ รวมถึงผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต เนื่องจากสงครามส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานโลกผันผวน ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงในกระบวนการผลิตและขนส่งสินค้าอุตสาหกรรมไฮเทคอย่าง IC
ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงินได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบภาครัฐดำเนินมาตรการเพื่อลดผลกระทบได้แก่ การตรึงราคาน้ำมันดีเซล การดูแลสภาพคล่องผู้ประกอบการ มาตรการช่วยเหลือ SMEs และผู้ส่งออก และการให้คำปรึกษาด้านการปรับกลยุทธ์ธุรกิจ
แผนระยะยาวภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อยู่ระหว่างจัดทำยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ มุ่งต่อยอดศักยภาพไทยให้แข่งขันได้ โดยเน้น 5 กลุ่มชิปหลัก ได้แก่ Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete ซึ่งเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ AI ออโตเมชั่น และการแพทย์ พร้อมผลักดัน “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ยกระดับไทยสู่ผู้นำอุตสาหกรรมนี้
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า เพื่อให้ไทยครองความได้เปรียบในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์ได้วางกลไกสนับสนุนไว้ คือแนวทางสนับสนุนประกอบด้วย ผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA การใช้ระบบ MOC Plus (AI) วิเคราะห์ตลาดรายสินค้า รวมทั้งการขยายความตกลงการค้าในตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างชาติ และพัฒนาแรงงานทักษะสูงด้านดิจิทัล
แผงวงจรรวมไม่ใช่เพียงสินค้าส่งออก แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอนาคต” ที่เชื่อมโยงกับทั้งดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ไทยมีโอกาสสำคัญในการยกระดับบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก แต่ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพภายใน ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาคอย่างยั่งยืน





