วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน 2569

Login
Login

‘เอกนัฏ’ จ่อรื้อกองทุนน้ำมัน เล็งจำกัดอำนาจอุดหนุน คำนวณราคาต้องโปร่งใสขึ้น

‘เอกนัฏ’ จ่อรื้อกองทุนน้ำมัน เล็งจำกัดอำนาจอุดหนุน คำนวณราคาต้องโปร่งใสขึ้น

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อภิปรายในรัฐสภาเพื่อชี้แจงประเด็นการบริหารจัดการพลังงาน ว่า เมื่อรับตำแหน่งต้องเผชิญวิกฤติพลังงานจากความภาวะสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทย โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกได้เสนอวาระเกี่ยวกับคณะกรรมการศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันและค่าการกลั่น (คตร.) และหารือผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน

รวมทั้งปัจจุบันมีกองทุนน้ำมันเป็นกลไกในการควบคุมราคาน้ำมัน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งภารกิจลำดับต้นจะผ่านตัดการทำงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากมีอำนาจมากในการใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันเท่าไหร่ก็ได้ ทั้งที่เจตนาของกฎหมายกำหนดให้มีสภาพคล่อง 20,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ปัจจุบันติดลบ 50,000 ล้านบาท และในอดีตเคยติดลบไปมากกว่า 100,000 ล้านบาท แต่ไม่ควรมีกองทุนไหนที่มีอำนาจมากขนาดนี้ โดยมีแนวทางที่จะดำเนินการ ดังนี้

1.กองทุนน้ำเชื้อเพลิงควรมีข้อจำกัดในการใช้วงเงินชะลอผลกระทบในการปรับราคาน้ำมันไม่ให้กระทบราคาขายปลีกในประเทศมากเกินไป โดยควรอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท

2.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงควรมีความโปร่งใสในการพิจารณาหรือคำนวณอัตราต่างๆ ในการกำหนดราคาน้ำมันขายปลีก หรือการมอบอำนาจพิจารณาเรื่องต่างๆ

“การใช้กองทุนน้ำมันฯ เป็นการใช้เงินอนาคตของผู้ใช้น้ำมันมาชดเชยราคาในปัจจุบัน โดยมีวันที่ติดลบสูงถึง 2,500 ล้านบาท วันนี้ ขาดทุนหลักร้อยล้านบาท จึงขอใช้กลไกราคาหน้าโรงกลั่นมาช่วยบรรเทาผลกระทบ”

นอกจากนี้ รัฐบาลมีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งมอบอำนาจให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบน.) ดำเนินการแก้ปัญหาราคาน้ำมัน

ทั้งนี้ ปัจจุบันเห็นว่ากลไกราคาน้ำมันทำงานไม่ปกติ โดยเฉพาะการอ้างอิงสิงคโปร์และส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูปถูกถ่างให้ออกไปสูงผิดปกติทำให้ค่าการกลั่นทำให้โรงกลั่นมีกำไรมาก

ในขณะที่ประเทศไทยมีโรงกลั่น 6 แห่ง เพียงพอสำหรับการกลั่นน้ำมันใช้ในประเทศ แต่ประเทศไทยเสมือนมีโรงกลั่นไม่เพียงพอที่ต้องไปอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์มาบวกค่าพรีเมียมเพื่อกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นในไทย

ดังนั้น ควรมีการปรับโครงสร้างค่าการตลาดใหม่จากเดิมบางวันค่าการตลาดพุ่งสูงขึ้น 10-20 บาท บางวันติดลบ 5-10 บาท ถึงแม้ว่าผลจากการศึกษาควรอยู่ที่ 2 บาท แต่ค่าการตลาดมีความผันผวนจึงขาดเสถียรภาพในการบริหารจัดการ

การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นเงินของผู้ใช้น้ำมันไปแบกรับภาระทั้งหมดในช่วงนี้ที่ผู้ประกอบการโรงกลั่นควรแบ่งเบาภาระร่วมกันแทนที่การหากำไรเกินควรในปัจจุบัน ซึ่งทำให้กระทรวงพลังงานหารือโรงกลั่นใช้ราคาสิงคโปร์มาอ้างอิงแบบมีส่วนลดเพื่อกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นในเดือน เม.ย.2569

ทั้งนี้ เมื่อค่าการกลั่นในเดือน เม.ย.2569 ปรับสูงขึ้นอีกจะใช้แนวทางการคำนวณค่าการกลั่นแบบมีส่วนลดใหม่ เป็นการทำงานเพื่อให้โรงกลั่นมาช่วยแบ่งเบาภาระประชาชน ซึ่งทุกโรงกลั่นให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยการระบุถึงค่าธรรมเนียมสงครามที่บวกเพิ่มในราคาน้ำมันก็ต้องมาชี้แจงข้อเท็จจริง

ส่วนประเด็นการใช้กลไกภาษีสรรพสามิตดำเนินการไม่ยาก เพราะรัฐบาลมีอำนาจเต็มดำเนินการได้ แต่การลดภาษีสรรพสามิตจะใช้เป็นแนวทางสุดท้ายในภาวะที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานสูงขึ้น