กรมบัญชีกลาง ประกาศขยายเพดานคำนวณราคากลางก่อสร้าง อิงดีเซลสูงสุด 69.99 บาทต่อลิตร รับมือวิกฤติขัดแย้งตะวันออกกลางดันต้นทุนพุ่ง ครอบคลุม 6 หมวดงาน หวังสะท้อนต้นทุนจริง ป้องกันผู้รับเหมาทิ้งงานและหั่นคุณภาพ
นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลาง ได้ดำเนินการทบทวนและขยายตารางรายละเอียดประกอบการถอดแบบคำนวณราคากลางงานก่อสร้างในส่วนที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และกดดันให้ทิศทางราคาน้ำมันภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้สร้างภาระต้นทุนการดำเนินงานก่อสร้างของภาครัฐ ทั้งในมิติของค่าขนส่งวัสดุ ค่าใช้จ่ายเครื่องจักร และต้นทุนการดำเนินงานอื่น ๆ
ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และหลักเกณฑ์การกำหนดราคากลางงานก่อสร้างที่ต้องสะท้อนภาพสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง กรมบัญชีกลางจึงตัดสินใจขยายช่วงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลในการคำนวณราคากลางงานก่อสร้าง จากเดิมที่กำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 50.99 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 69.99 บาทต่อลิตร
ซึ่งการปรับปรุงมาตรการในครั้งนี้มุ่งหวังให้การคำนวณราคากลางของหน่วยงานรัฐสะท้อนต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน พร้อมทั้งช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน หรือการลดทอนคุณภาพงานก่อสร้างอันเนื่องมาจากแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว
สำหรับการปรับขยายฐานราคาน้ำมันดังกล่าว จะครอบคลุมตารางการคำนวณราคากลางงานก่อสร้างตามที่คณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการประกาศกำหนดรวมทั้งสิ้น 6 ตาราง ประกอบด้วย ตารางค่าขนส่งวัสดุก่อสร้างในกรณีของรถบรรทุก 6 ล้อ รถบรรทุก 10 ล้อ และรถบรรทุก 10 ล้อแบบลากพ่วง ตลอดจนตารางค่าดำเนินการและค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรสำหรับงานก่อสร้างทาง สะพาน และท่อเหลี่ยม รวมถึงตารางอัตราราคางานดินในงานก่อสร้างชลประทาน และตารางอัตราราคางานปรับปรุงฐานรากและงานระเบิดหินในส่วนของงานก่อสร้างชลประทาน
นางแพตริเซีย กล่าวว่า การขยายตารางรายละเอียดประกอบการถอดแบบคำนวณราคากลางงานก่อสร้างในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้หน่วยงานของรัฐทั่วประเทศสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการคำนวณราคากลางได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงของผู้ประกอบการ
โดยหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือด่วนที่สุดที่ กค 0433.2/ว244 ลงวันที่ 9 เม.ย. 2569 เพื่อยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติงานต่อไป





