“เอกนิติ” รับจ่อขยายเพดานหนี้สาธารณะไทย จากเดิม 70% ต่อGDP รองรับวิกฤต หลังหนี้สาธารณะปัจจุบันทะลุ 66% เตรียมบินสหรัฐประชุม World Bank-IMF แจงสถาบันเครดิตเรตติ้ง หากถูกลดเรตติ้ง พันธบัตรยังเป็น Investment grade ไม่ถึง Junk Bond
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตนเตรียมเดินทางไปร่วมประชุม World Bank-IMF ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ในระหว่างวันที่ 13-18 เม.ย.2569 ซึ่งในโอกาสนี้จะมีการนัดหมายหารือกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) เพื่อประเมินสถานการณ์และทำความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลก
โดยมองว่าในปัจจุบันทุกประเทศทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์อย่างถ้วนหน้า และหลายประเทศมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่สูงกว่าประเทศไทยไปมากแล้ว
นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการทางการคลังให้สอดรับกับวิกฤตที่เกิดขึ้น โดยเตรียมเจรจากับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือถึงความเป็นไปได้และความจำเป็น หากรัฐบาลจะต้องมีการขยับกรอบเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อนำเม็ดเงินมาใช้ในการลงทุนยกระดับศักยภาพของประเทศและช่วยเหลือประชาชนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งข้อมูลตัวเลขสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ ปัจจุบันที่ระดับ 66.09% ต่อจีดีพี และกรอบเพดานหนี้สาธารณะที่ 70%
แม้ในเบื้องต้นกระทรวงการคลังจะพยายามรักษากรอบวินัยการเงินการคลังระยะปานกลาง (MTFF) และกรอบเพดานหนี้ที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐได้กำหนดไว้เองอย่างสุดความสามารถ เพื่อรักษาอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาลต้องปรับตัว
เมื่อถามถึงความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก นายเอกนิติ ประเมินว่า ประเทศไทยยังมีพื้นที่ทางการคลังหรือมีรูม เหลือเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงดังกล่าวได้ โดยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน อันดับความน่าเชื่อถือของไทยในปัจจุบันเกาะกลุ่มอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศมาเลเซีย และยังมีสถานะที่แข็งแกร่งกว่าหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
"สถานะเครดิตเรตติ้งของเราถือว่ายังอยู่ในระดับที่น่าลงทุน (Investment Grade) หากเปรียบเทียบกับกลุ่มสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง หรือ จังก์บอนด์ (Junk Bond) แล้ว ประเทศไทยยังอยู่สูงกว่าระดับจังก์บอนด์ถึง 2-3 ระดับ"





