นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายใต้การบริหารงานกระทรวงคมนาคมในยุคของตนและ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จะเดินหน้าผลักดันโครงการ “เรือธง” เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ
โดยมีโครงการเรือธงใน 2 พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจะดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม คือ โครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน (แลนด์บริดจ์) มูลค่าการลงทุนกว่า 9.9 แสนล้านบาท จะยังคงเดินหน้าในยุคนี้ เพราะเป็นนโยบายต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน
อีกทั้งจากการศึกษาพบว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนแน่นอน โดยจะช่วยสร้างงานเป็นแสนอัตรา สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ประเทศ คุ้มค่ากับรองรับขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์ เพราะสถิติปัจจุบันพบว่าเรือกว่า 90% ที่ท่าเรือสิงคโปร์เป็นเรือถ่ายลำสินค้า ดังนั้นแลนด์บริดจ์จะเข้ามาตอบโจทย์เรื่องนี้
ขณะเดียวกัน จะเร่งการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) แก้ปัญหาเกี่ยวกับสัญญารถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) โดยจะไม่มีการแก้ไขสัญญา แต่รัฐบาลจะเน้นวิธีเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ จูงใจให้คนเข้ามาใช้บริการ และลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งจะมีผลทำให้ไฮสปีดเทรนมีผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น
โดยภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบาย และมีการตั้งประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ก็จะมีการประชุมและเดินหน้าโครงการส่วนของการก่อสร้างศูนย์ความบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ไม่มีการกาสิโน รวมไปถึงการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในโครงการสวนสนุกระดับโลกทั้งดิสนีย์แลนด์หรือสวนสนุกอื่นๆ
สำหรับรายละเอียดโครงการลงทุนใน 2 เขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น แบ่งเป็น
โครงการแลนด์บริดจ์
ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ศึกษาการลงทุน ปรับขนาดการก่อสร้างให้ลดลงจากเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ระยะที่ 1/1 รองรับตู้สินค้าสูงสุด 4 ล้าน TEUs จากแผนเดิมลงทุนก่อสร้างระยะที่ 1/1 เพื่อรองรับตู้สินค้าสูงสุด 6 ล้าน TEUs แต่แผนลงทุนทั้งหมดยังคงเป้าหมายพัฒนาแลนด์บริดจ์ให้รองรับตู้สินค้าสูงสุด 20 ล้าน TEUs
ทั้งนี้ การปรับขนาดการก่อสร้างแลนด์บริดจ์ส่งผลให้ สนข.ประเมินวงเงินการลงทุนลดเหลือ 9.9 แสนล้านบาท จากแผนเดิมประเมินไว้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะศึกษาพัฒนาในระยะที่ 1 ทั้ง 3 ระยะ แบ่งเป็น
ระยะที่ 1/1 (ปี 2573-2574) มูลค่าการลงทุน 6.17 แสนล้านบาท
ระยะที่ 1/2 (ปี 2575-2577) มูลค่าการลงทุน 1.74 แสนล้านบาท
ระยะที่ 1/3 (ปี 2578-2596) มูลค่าการลงทุน 2.05 แสนล้านบาท
ระยะที่ 2 (ปี 2597-2622) ยังไม่มีการประเมินแผนลงทุน เนื่องจากจะต้องรอให้มีการพัฒนาแผนระยะที่ 1 ให้แล้วก่อน
สำหรับรูปแบบการลงทุน จะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรัฐ (PPP) ลักษณะ PPP Net cost สัญญาสัมปทาน 50 ปี โดยการเปิดประมูลใช้หลักการ One Port Two Sides ดำเนินการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว ส่วนผู้เข้ามาลงทุนจะต้องมีประสบการณ์ในการบริหารท่าเรือ และสายการเดินเรือ เพื่อดึงสินค้าเข้ามาใช้บริการท่าเรือ และจะต้องมีความพร้อมด้านเงินทุนเพื่อลงทุนในโครงการ
โครงการลงทุนใน EEC
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) มีแผนพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) ภายใต้แนวคิด Smart & Sustainable “LIVE-WORK-PLAY” City เพื่อยกระดับภาคตะวันออกเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก ครอบคลุมพื้นที่ 15,000 ไร่ มุ่งเป็น World-Class Entertainment & Leisure Hub
สำหรับการพัฒนาจะมีโครงการสำคัญอย่างสวนสนุกชั้นนำของโลกและสปอร์ตคอมเพล็กซ์ โดยพื้นที่ตั้งห่างจากสถานีรถไฟความเร็วสูง 10 กิโลเมตร และห่างจากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา 15 กิโลเมตร ส่วนโครงการเมืองใหม่ สกพอ.เตรียมเสนอขออนุมัติสิทธิประโยชน์เฉพาะตัว และโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดยจะเสนอ กพอ.สร้างเมืองต้นแบบทันสมัย
ทั้งนี้ แผนลงทุนสวนสนุกระดับโลกดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) เตรียมจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์บริหารดิสนีย์แลนด์ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ มาศึกษาโมเดลที่เหมาะสม ทั้งรูปแบบการลงทุนจะเป็นการร่วมทุนหรือไทยลงทุนทั้งหมด รวมถึงการเจรจากับดิสนีย์แลนด์ถึงเงื่อนไขที่จะเกิดประโยชน์สูงสุด โดยคาดว่าการศึกษาจะใช้เวลา 2-3 เดือน
ขณะที่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเริ่ม “นับหนึ่ง” ก่อสร้าง หลังจากที่ผ่านมาติดหล่ม “ปีศูนย์” มานาน 5-6 ปี อาทิ โครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 ออกใบแจ้งเริ่มดำเนินงาน (NTP) ให้บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) เริ่มงานก่อสร้าง
รวมทั้งยังอยู่ระหว่างรอการประชุม กพอ.เพื่อสรุปแนวทางดำเนินงานในโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เช่นเดียวกับ โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ขณะนี้ UTA กำลังหารือบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เกี่ยวกับการใช้พื้นที่พัฒนา MRO ทั้งนี้ สกพอ.คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2569





