วันพุธ ที่ 15 เมษายน 2569

Login
Login

คมนาคมลุยภารกิจ 'ลดค่าครองชีพ' เดินหน้าซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า

คมนาคมลุยภารกิจ 'ลดค่าครองชีพ' เดินหน้าซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า

กระทรวงคมนาคมภายใต้รัฐบาล “อนุทิน 2” ประกาศสานต่อนโยบาย “เรือธง” เร่งแก้ปัญหาลดค่าครองชีพระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะค่าโดยสาร “รถไฟฟ้า” ซึ่งเป็นโครงข่ายหลักในการเดินทางเชื่อมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และอนาคตกำลังจะขยายไปยังหัวเมืองทั่วประเทศ แต่เนื่องด้วยปัจจุบันยังมีอัตราค่าโดยสารในการเดินทางค่อนข้างสูง จากข้อจำกัดการเสียค่าแรกเข้าข้ามระบบของผู้ให้บริการรถไฟฟ้าที่มีหลายสัญญาสัมปทาน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังพิธีเข้าปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา ยืนยันว่าคมนาคมในยุคนี้จะเดินหน้าทำงานทันที โดยมีภารกิจสำคัญผลักดันนโยบายเรือธงลดค่าครองชีพของประชาชน

โดยในช่วงรัฐบาลอนุทิน 1 ได้เดินหน้าผลักดันพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 (พรบ.ราง) และพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 (พรบ.ตั๋วร่วม) ซึ่งผ่านวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดทำกฎหมายลูก หากแล้วเสร็จก็จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศใช้กฎหมายทันที

ผลจากการผลักดัน พรบ.ราง และ พรบ.ตั๋วร่วมนั้น จะสามารถปลดล็อกข้อจำกัดของการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเพื่อให้เชื่อมต่อกันอย่างสะดวก “ยกเว้นค่าแรกเข้า” การเดินทางข้ามระบบ โดยเฉพาะในส่วนของรถไฟฟ้าประชาชนจะได้รับความสะดวกจากการเดินทางเชื่อมต่อทุกระบบ ครอบคลุมไปยังรถเมล์ และเรือเมล์ ซึ่งจะทำให้ราคาค่าโดยสารทั้งระบบถูกลง

อีกทั้ง พรบ.ฉบับนี้ยังเป็นเครื่องมือในการสานต่อนโยบาย “รถไฟฟ้า 40 บาท” จากก่อนหน้านี้รัฐบาลได้นำร่องจัดทำไปแล้วสำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดง ซึ่งเห็นผลอย่างชัดเจนทำให้ประชาชนหันมาเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น สามารถลดปัญหา PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยกระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะต้องเดินหน้านโยบายนี้ให้ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสาย แต่จะออกมาเป็นในรูปแบบจัดเก็บราคาจากการแบ่งพื้นที่หรือแบ่งช่วงเวลาเดินทางนั้นอยู่ระหว่างการศึกษา

คมนาคมลุยภารกิจ 'ลดค่าครองชีพ' เดินหน้าซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า การจัดทำอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาท หรือการจัดทำค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะแบบตั๋วร่วมนั้น แน่นอนว่าต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชน เพื่อนำมาจัดทำแนวคิดบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) คือ การโอนย้ายรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายไปอยู่ภายใต้การดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อให้สามารถบริหารจัดการระบบร่วมกันได้ โดยสถานะปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชน

ทั้งนี้ แนวคิดการจัดทำ Single Ownership เป้าหมายเพื่อผลักดันให้โครงการรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการในปัจจุบันอยู่ในรูปแบบกรรมสิทธิเดียว หลังจากนั้นจะสามารถแก้ปัญหาการบริหารจัดการค่าโดยสารให้เป็นระบบเดียวกัน จากปัจจุบันที่มีหน่วยงานรับผิดชอบรถไฟฟ้ารวม 3 หน่วยงานหลัก ประกอบด้วย

1.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นเจ้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีเหลืองและสายสีชมพู 2.กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นผู้ให้สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว และเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย และ 3.การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นเจ้าของโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง

รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เผยว่า หากจะดำเนินการโอนสิทธิการบริหารรถไฟฟ้าที่มีสัมปทานเอกชนกลับมาเป็นของ รฟม.จำเป็นต้องมีการเจรจาเพื่อซื้อคืนสัมปทานจากเอกชน โดยแนวทางการซื้อคืนและมูลค่าการซื้อคืนนั้น กระทรวงคมนาคมจะหารือกับกระทรวงการคลังให้เป็นผู้พิจารณาความเหมาะสม แต่เบื้องต้นได้มีการหารือกับเอกชนผู้รับสัมปทานแล้ว ไม่ได้ขัดข้องต่อแนวคิดดังกล่าว

“หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาค่าโดยสารแพงและการเชื่อมต่อระบบตั๋วร่วม คือ การรวบรวมกรรมสิทธิ์โครงข่ายรถไฟฟ้าทั้งหมดมาอยู่ที่ รฟม.เพื่อให้สามารถบริหารค่าโดยสารได้เป็นโครงข่ายเดียว และเว้นค่าแรกเข้า จะทำให้รัฐสามารถกำหนดนโยบายค่าโดยสารและตั๋วร่วมได้อย่างอิสระ”

ทั้งนี้ ขั้นตอนการโอนรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐ จะดำเนินการได้เมื่อ ครม.เห็นชอบในหลักการแล้ว โดยขั้นตอนต่อไปก็จะต้องเจรจากับเอกชน เพื่อทำข้อตกลงในการซื้อคืนรถไฟฟ้า ส่วนรูปแบบของการหาแหล่งเงินมาซื้อคืนนั้น เป็นส่วนของกระทรวงการคลังจะพิจารณา โดยเบื้องต้นกระทรวงคมนาคมศึกษาไว้ 2 แนวทาง คือ

1.การจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน คล้ายกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) เพื่อระดมเงินมาใช้สำหรับการซื้อคืนรถไฟฟ้า

2.เปิดสัมปทานระยะยาวแก่เอกชน เช่น สัญญา 30 ปี โดยให้เอกชนนำสัมปทานใหม่นั้นไปค้ำประกันในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยโมเดลนี้รัฐไม่ต้องกู้เงินหรือค้ำประกันเอง ก็จะไม่กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะของประเทศ แต่รัฐจะทำสัญญาเพื่อทยอยจ่ายค่าซื้อคืนสัมปทานให้เอกชนในภายหลัง รวมทั้งจะจ่ายค่าจ้างงานเดินรถตามสัญญากำหนด

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าปัจจุบันเป็นสัญญาสัมปทานลักษณะ PPP Net Cost คือเอกชนได้รับสิทธิในการลงทุน ระบบเดินรถ และให้บริการเดินรถ พร้อมทั้งเป็นผู้จัดเก็บรายได้ มีจำนวน 4 โครงการ ประกอบด้วย 1.รถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสุขุมวิท (สีเขียวอ่อน) หมอชิต-อ่อนนุช และสายสีลม (สีเขียวเข้ม) สนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน 2.รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีหัวลำโพง-สถานีบางซื่อ และส่วนต่อขยายสถานีหัวลำโพง-หลักสอง 3.รถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีแคราย-มีนบุรี และ 4.รถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีลาดพร้าว-สำโรง

ทั้งนี้ โครงการเหล่านี้เนื่องจากเป็นสัมปทานที่เอกชนจัดเก็บรายได้ จึงจะต้องมีการซื้อคืนมาเป็นของรัฐ และเปลี่ยนสัญญาเป็น PPP Gross Cost โดยรัฐรับความเสี่ยงด้านรายได้จากค่าโดยสารทั้งหมด หลังจากนั้นว่าจ้างเอกชนเป็นผู้เดินรถและซ่อมบำรุง เบื้องต้นกระทรวงคมนาคม ประเมินว่าจากการจัดซื้อรถไฟฟ้าทั้ง 4 โครงการนั้น คาดว่ามีมูลค่ามากถึง 1 แสนล้านบาท เนื่องจากรถไฟฟ้าบางโครงการเพิ่งเริ่มเปิดให้บริการ และยังมีสัญญาสัมปทานหลายปี