วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ เตรียมชงซอฟต์โลน 3 หมื่นล้าน หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน

‘เอกนิติ’ เตรียมชงซอฟต์โลน 3 หมื่นล้าน หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน

“เอกนิติ” ชง ครม. 11 เม.ย.69 คลอดมาตรการเยียวยาด่วนเฉพาะกลุ่ม เตรียมซอฟต์โลน 3 หมื่นล้าน หนุนรถเก่าแลกรถใหม่ -โซลาร์เซลล์ พร้อมชูไอเดียภาษีบ้านเกิด

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง เตรียมมาตรการเร่งด่วนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 เม.ย.69 นี้ ซึ่งจะเป็นการเยียวยาเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยแบ่งออกเป็น กระทรวงคมนาคม จะดูแลกลุ่มขนส่ง กระทรวงพาณิชย์คุมราคาสินค้าผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย" ส่วนกระทรวงการคลัง เตรียมเพิ่มเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มคนละ 100 บาท เป็นเวลา 1 เดือน ใช้งบประมาณราว 1,300 ล้านบาท รวมถึงมาตรการจูงใจกลุ่มประมงให้หันมาใช้น้ำมันดีเซล B20 และ B40 ตลอดจนสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งสำหรับกลุ่มเกษตรกร

“สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในขณะนี้กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักจากวิกฤติสงครามที่ลุกลามสู่วิกฤติพลังงาน แรงกดดันด้านต้นทุนราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นอาจนำพาเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะงักงัน หรือ Stagflation รัฐบาลจึงต้องเร่งสกัดกั้นปัญหาไม่ให้ลุกลาม”

พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอให้สถาบันการเงินของรัฐออกแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงินรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยเบื้องต้น สินเชื่อก้อนนี้จะนำไปรองรับ  2 โครงการ ได้แก่

1.โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ที่มุ่งเป้าไปที่รถยนต์ปล่อยคาร์บอนต่ำหรือรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ขณะนี้ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิตเร่งออกแบบ และพิจารณารายละเอียดนโยบายเพื่อนำมาบังคับใช้ต่อไป

สำหรับเงื่อนไขเบื้องต้นของรถใหม่ที่จะเข้าร่วมโครงการนั้น จะไม่ได้จำกัดสิทธิเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100% เพียงอย่างเดียว แต่อาจครอบคลุมไปถึงรถยนต์ประเภทไฮบริด (Hybrid) ที่ผสมผสานระหว่างระบบไฟฟ้า และน้ำมัน รวมถึงกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าด้วย

2.โครงการสนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน (Solar Rooftop) นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาด ซึ่งนอกจากจะช่วยลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวจากการขายไฟฟ้าคืนให้รัฐได้แล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐก็มีความจำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสายส่งเพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าวด้วย

วันนี้ต้องยอมรับวิกฤติสงครามได้สร้างผลกระทบที่ลุกลามไปทั่วโลก สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ลดผลกระทบช่วยประชาชนเป็นกลุ่มๆ ก่อน ถ้าไม่เยียวยา ปัญหาจะลุกลามไปมากกว่านี้ พร้อมหามาตรการมาจูงใจให้คนไทยหันมาใช้พลังงานสะอาด ส่งเสริมการลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาบ้าน แล้วขายไฟคืนให้กับรัฐ นอกจากจะมีรายได้จุนเจือครอบครัวแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนด้วย แต่ภาครัฐ ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบสายส่งรองรับ การส่งเสริมให้ใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เป็นต้น”

คาดออก พ.ร.บ.โอนงบ 1 แสนล้าน

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การเกลี่ยงบประมาณรัฐที่ยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างภายในสิ้นเดือนเม.ย.นี้ จากเดิมกำหนดไว้สิ้นเดือนมี.ค.69 เพื่อนำงบประมาณมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งจะเป็นการออกพ.ร.บ.การโอนเงินงบประมาณ เพื่อความโปร่งใส คาดว่าจะได้เงินราว 100,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ยอมรับว่า มีความกังวลว่าการจัดเก็บรายได้ปีนี้จะหลุดเป้า เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากวิกฤติสงคราม วิกฤติพลังงาน และอาจมีอีกหลายวิกฤติที่รออยู่ ดังนั้นประเทศไทยต้องปรับตัว ซึ่งในส่วนของภาครัฐ จะเริ่มจากการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การประเมินจีดีพี ปีนี้ยังมีความไม่แน่นอน เพราะสงครามที่เกิดขึ้น และวิกฤติน้ำมันยังไม่จบ จากเดิมที่กระทรวงการคลังคาดว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 2.7% แต่จากเหตุการณ์ครั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังจะประเมินใหม่ โดยรัฐบาลจะพยายามให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยการออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเฉพาะกลุ่ม จากนั้นจะเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ การเร่งรัดให้เกิดการลงทุนใหม่ของภาครัฐ และเอกชน เพราะการลงทุนในประเทศจะก่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดตัวไปมากกว่านี้

เบรกออก พ.ร.ก.ค้ำประกันกู้ กองทุนน้ำมัน

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า จะยังไม่มีการนำเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เสนอเข้าสู่การพิจารณาครม. และมองว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการออก พ.ร.ก. ค้ำประกันเงินกู้แต่อย่างใด

แม้สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะมีการขยับขึ้นลง แต่ในปัจจุบันเริ่มมีทิศทางที่ปรับตัวลดลงบ้างแล้ว ประกอบกับขีดความสามารถของกองทุนน้ำมันฯ จากการดำเนินการในรอบที่ผ่านมายังสามารถบริหารจัดการและรองรับได้ในระดับหลักแสนล้านบาท 

โดยรัฐบาลจะต้องขอรอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ซึ่งมาตรการค้ำประกันจะถูกนำมาใช้ก็ต่อเมื่อสถานการณ์ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นมากจนถึงจุดที่สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้กับกองทุนฯ เท่านั้น และหากสถานการณ์ยังคลี่คลายในทิศทางนี้ ก็อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องเสนอมาตรการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ยืนยันว่า รัฐบาลยังคงมุ่งเน้นการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการดูแลพยุงราคาน้ำมันในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาขายปลีกกระโดดสูงขึ้นจนสร้างผลกระทบต่อประชาชน โดยปัจจุบันรัฐบาลได้เข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันในระดับที่สูงถึงเกือบ 20 บาทต่อลิตร ซึ่งกลไกของกองทุนน้ำมันฯ ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่ผันผวนขึ้นลงได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่น แตกต่างจากหลายประเทศที่ไม่มีกองทุนลักษณะนี้ ทำให้ต้องใช้วิธีการลดภาษีซึ่งบริหารจัดการได้ยากกว่า

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์