วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน 2569

Login
Login

ปตท. แจงผู้ถือหุ้นแบกต้นทุน 20% ลดพึ่งพากระจายซัพพลาย ฝ่าวิกฤติพลังงานโลก

ปตท. แจงผู้ถือหุ้นแบกต้นทุน 20% ลดพึ่งพากระจายซัพพลาย ฝ่าวิกฤติพลังงานโลก

วันนี้ (10 เม.ย.2569) ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ตอบคำถามในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ถึงความผันผวนรุนแรงของภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กดดันเสถียรภาพด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ 

ภายใต้ความเสี่ยงดังกล่าว ปตท. เลือกใช้แนวทางบริหารจัดการเชิงรุก โดยยึดหลัก Security of Supply เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อรับประกันว่าประเทศไทยจะไม่เผชิญภาวะพลังงานขาดแคลน

เร่งกระจายแหล่งพลังงาน ลดเสี่ยงตะวันออกกลาง

กลุ่ม ปตท. ได้ยกระดับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกทันที โดยไม่รอให้สถานการณ์ลุกลามถึงขั้นปิดเส้นทางขนส่งสำคัญ แต่เร่งกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบผ่านเครือข่าย Trading ทั่วโลก ส่งผลให้สามารถลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง จากเดิมเกือบ 70% เหลือเพียง 30% ภายในเดือนเม.ย. สะท้อนความยืดหยุ่นของซัพพลายเชนพลังงานไทย

"บริษัทได้เร่งจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งทางเลือกนอกตะวันออกกลาง ทั้งในสหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก และภูมิภาคอื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง พร้อมเร่งนำเข้ามาสำรองล่วงหน้า"

ผลจากการบริหารดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอรองรับการใช้ได้อย่างน้อยจนถึงช่วงกลางปี แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนสูง

ขณะเดียวกัน กลุ่มโรงกลั่นในเครือ ปตท. ซึ่งมีกำลังการผลิตคิดเป็นกว่า 60% ของประเทศ ได้เดินเครื่องเต็มกำลังสูงสุด 107% พร้อมเพิ่มสัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซลขึ้นอีก 8% รองรับความต้องการใช้ภายในประเทศที่พุ่งสูงในช่วงวิกฤติ

"โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ยังคงเดินเครื่องเต็มกำลัง เพื่อรักษาระดับอุปทานในประเทศ แม้บางช่วงความต้องการใช้น้ำมันดีเซลจะชะลอลงจนสต๊อกเริ่มตึงตัว แต่บริษัทยังคงรักษาการผลิตเพื่อความมั่นคงเป็นหลัก"

นอกจากนี้ ยังมีการบริหารคลังสำรองน้ำมันอย่างเข้มข้น โดยระบายสต๊อกสู่ตลาดจนถึงระดับขั้นต่ำ (Minimum Operating Stock) เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลน พร้อมย้ำว่าทุกกระบวนการมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ผ่านระบบของกรมสรรพสามิตอย่างต่อเนื่อง

“ยอมแบกต้นทุน” เพื่อกันช็อกพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดพลังงานโลกยังคงอยู่ในภาวะผันผวนสูง (High Volatility) จากปัจจัยซ้อนทับหลายด้าน ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่แกว่งตัวแรงในระยะสั้น ขณะที่ Crude Premium และค่าระวางเรือ (Freight) ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งจากแหล่งผลิตสำคัญ ซึ่งเป็นผลพวงจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการเดินเรือ

“การปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าน้ำมันไปยังพื้นที่ ที่ห่างไกลมากขึ้น ด้วยต้นทุนพลังงานวันนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนแฝงจากภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งค่าพรีเมียม และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น 10-20% ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อผู้ประกอบการทั่วโลก”

อย่างไรก็ตาม ปตท. เลือกแบกรับต้นทุนบางส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และภาคประชาชนในวงกว้าง ในภาวะวิกฤติ เราต้องทำหน้าที่เป็นกันชนให้ประเทศ แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่มีคำว่าขาดแคลนพลังงาน

ปรับพอร์ตสู่อนาคต ดัน LNG-เร่งลดคาร์บอน

สำหรับทิศทางในระยะถัดไป ปตท. วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนผ่าน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก โดยยังคงรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจ Hydrocarbon ควบคู่การขยายการเติบโตในระดับสากล

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือ การก้าวสู่ Global LNG Player ตั้งเป้าปริมาณการค้า LNG แตะ 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2030 พร้อมเดินหน้าขยายแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติทั้งใน และต่างประเทศ เช่น โครงการอาทิตย์ และสินภูฮ่อม

ในส่วนของธุรกิจ Non-Hydrocarbon ปรับพอร์ตลงทุนใหม่ให้ Smart มากขึ้น โดยเน้นความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมปรับกลยุทธ์ในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างยืดหยุ่น (Smart Exit) และต่อยอดความสำเร็จในธุรกิจ Life Science ผ่านการลงทุนในบริษัทชั้นนำระดับโลก

ขณะที่มิติด้านความยั่งยืน ปตท. ยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดยมีโครงการดักจับ และกักเก็บคาร์บอน (CCS) ในอ่าวไทยเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งได้เริ่มโครงการนำร่องในแหล่งก๊าซอาทิตย์แล้ว

ดร.คงกระพัน กล่าวย้ำว่า บทบาทของ ปตท. ในวันนี้ไม่ใช่เพียงการเป็นบริษัทพลังงาน แต่คือ การเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

“เราต้องรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การเติบโตของธุรกิจ และความยั่งยืนในระยะยาว เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินหน้าไปด้วยกันได้”

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์