กรมการค้าภายใน เผยผลวิเคราะห์ต้นทุนน้ำมันดีเซลพุ่งลิตรละ 50 บาท ดันต้นทุนสินค้า 5 หมวดขยับ หลายรายการ "น้ำมันปาล์ม-สบู่-แชมพู ด้าน "ปุ๋ยเคมี" แม้ต้นทุนยูเรียโลกพุ่งแต่ยังไร้คิวขึ้นราคา เตรียมอัดแคมเปญ "ปุ๋ยธงเขียว" พร้อมส่งรถโมบาย "ธงฟ้า" 5,000 คัน กระจายสินค้าลดค่าครองชีพทั่วประเทศ
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ทำการวิเคราะห์ราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 50 บาท ที่มีผลกระทบต่อต้นทุนราคาสินค้า พบว่า มีผลกระทบแตกต่างกัน มากบ้าง น้อยบาง เฉลี่ย 0.7-44.4% แล้วแต่สินค้า
โดยแบกเป็น 5 หมวด ได้แก่ 1.อาหารและเครื่องดื่ม กระทบ 1.6-12.1% 2.ของใช้ประจำวัน กระทบ 1.4-16.2% 3.ปัจจัยการเกษตร กระทบ 44.4% 4.วัสดุก่อสร้าง กระทบ 1.5-2.1% และ 5.อาหารสด กระทบ 0.7-3.2%
อย่างไรก็ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากดีเซล จะทำให้สินค้าปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทันที เพราะต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย และการปรับขึ้นราคา จะพิจารณาต้นทุน โครงสร้างราคา และหากจำเป็น ก็จะให้ปรับขึ้นน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระประชาชนมากเกินไป
ล่าสุด มีสินค้าควบคุมในกลุ่มที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาจำนวน 15 รายการ ได้ยื่นขอปรับราคาเข้ามาแล้ว เช่น น้ำมันปาล์ม ยื่นมา 4 ราย กรมกำลังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ต้นทุน ตรวจสอบสต๊อกเก่า
โดยยอมรับว่า ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นจริง หากพิจารณาจากปี 2568 ราคาผลปาล์มอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 5.73 บาท น้ำมันปาล์มดิบ กก.ละ 33.47 บาท น้ำมันปาล์มขวด 48 บาท แต่ปี 2569 ราคาผลปาล์มขยับขึ้นไป กก.ละ 8 บาท น้ำมันปาล์มดิบ กก.ละ 41.75 บาท และน้ำมันปาล์มขวด 42-50 บาท ซึ่งตามปกติช่วงห่างระหว่างน้ำมันปาล์มดิบกับน้ำมันปาล์มขวดจะอยู่ที่ 12-15 บาท แต่ตอนนี้ห่างแค่ 0.25-8 บาท มีแนวโน้มว่าต้องให้ปรับขึ้น แต่จะขอความร่วมมือค่อยๆ ขยับราคา เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนจนเกินไป
ส่วนสบู่ แชมพู มีผู้ผลิตยื่นขอปรับราคาเข้ามาแล้ว กรมกำลังพิจารณาโครงสร้างราคา ต้นทุน โดยมีเวลาในการพิจารณา 2 สัปดาห์ และหากจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา ก็จะพิจารณาให้ปรับเท่าที่จำเป็น แต่ถ้าปกติกำไร 5% ต้นทุนเพิ่ม 2% ก็อาจจะขอความร่วมมือให้ชะลอไปก่อน
ส่วนสินค้าอื่นๆ ที่อยู่ในบัญชีควบคุม และต้องขออนุญาตก่อนปรับราคา อาทิ ปลากระป๋อง ยังไม่มีการขอปรับราคา มีแต่หารือว่าต้นทุนเริ่มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งพลาสติก และปลา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไม่มีการปรับราคา ผู้ผลิตยินดีรับภาระต้นทุน และลดกำไรลง
นมผง นมพร้อมดื่ม เริ่มมีปัญหาวัตถุดิบ ในส่วนของกล่อง และพลาสติก แต่ยังไม่ขอปรับราคา ที่เหลือทั้งกระดาษชำระ และกระดาษเช็ดหน้า ผงซักฟอก และน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ หน้ากากอนามัย วัสดุก่อสร้าง (เหล็กแผ่นเคลือบ ดีบุกโครเมียม) ยังไม่มีการขอปรับราคา
นายวิทยากร กล่าวว่า สำหรับปุ๋ยเคมี ยังไม่มีการขอปรับราคา แต่ผู้ผลิตแจ้งว่ามีต้นทุนสูงขึ้น โดยปกติปุ๋ยยูเรีย ราคา 500 ดอลลาร์ต่อตัน เพิ่มขึ้นเป็น 800 ดอลลาร์ต่อตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากตะวันออกกลาง ปัจจุบันปุ๋ยยูเรียมีจำนวน 3.43 แสนตัน กำลังนำเข้า 2.34 แสนตัน ปริมาณรวมพร้อมใช้ 5.77 แสนตัน คาดว่าจะใช้เดือน เม.ย.2569 จำนวน 2.76 แสนตัน คงเหลือ 3 แสนตัน คาดว่าจะใช้ได้ถึงกลางเดือน พ.ค.2569
โดยขณะนี้ กำลังหานำเข้าเพิ่ม ทั้งจากมาเลเซีย บรูไน และจากตะวันออกกลาง ใกล้จะมีข่าวดี เรือ 5 ลำที่ขนปุ๋ย ได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่ากำลังเจรจากับอิหร่าน และอยู่ระหว่างการยืนยันเรือ
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าบรรเทาต้นทุนให้เกษตรกร ผ่าน โครงการ ปุ๋ยธงเขียว ที่เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน เป้าหมายใน 10 จังหวัดก่อน จะขยายโครงการให้ครบ 100 ครั้งเมื่อได้งบประมาณ รวมถึงเพิ่มเติมการช่วยเหลือจากเดิม ให้ส่วนลด 200 บาท ต่อ 5 กระสอบ เพิ่มเป็น 300 บาทต่อ 5 กระสอบ และยังให้คูปองอีก 50 บาทเพื่อไปเป็นส่วนลดซื้อยาปราบศัตรูพืช หรือ ยาฆ่าหญ้า ไปจนถึงได้ใช้โอกาสนี้จูงใจให้ปรับเปลี่ยนไปสู่การทำเกษตรอินทรีย์
ทั้งนี้ หากจะมีการขอปรับราคา จะพิจารณาต้นทุนนำเข้าที่แท้จริง และการปรับราคาจะให้กระทบต่อเกษตรกรน้อยที่สุด ส่วนราคาปุ๋ยที่มีการร้องเรียนว่าขึ้นราคา กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว 1,065 แห่ง พบทำผิด 48 ราย ดำเนินการเอาผิดแล้ว 6 ราย แยกเป็นไม่ปิดป้ายราคา 4 ราย ขายแพง 2 ราย ส่วนที่เหลือ 42 ราย แจ้งว่า ซื้อต้นทุนมาสูง ก็ต้องตรวจสอบย้อนกลับว่าซื้อมาจากใคร ราคาเท่าไร หากพบว่า มีการค้ากำไรเกินควร ก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ทางด้านเม็ดพลาสติก ไม่เคยควบคุมมาก่อน และเมื่อเป็นสินค้าควบคุมแล้ว ได้มีมาตรการให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้แทนจำหน่าย ผู้ซื้อเม็ดพลาสติกเพื่อนำไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ ต้องแจ้งราคา ปริมาณ และรายละเอียดเม็ดพลาสติกเป็นรายสัปดาห์ โดยกรมได้เข้าไปตรวจสอบ พบว่า มี 3 กลุ่มที่จะกระทบต่อประชาชน และเกษตรกร ได้แก่ 1.หีบห่อหาร อาทิ กล่อง ถุงร้อน ถุงหิ้ว ถุงขยะ 2.กระสอบใส่ปุ๋ย และ 3 กลุ่มเวชภัณฑ์ เช่น ถุงเลือด ถุงน้ำเกลือ ซึ่ง 3 กลุ่มนี้ คิดเป็น 50% ของการใช้พลาสติกทั้งหมด ซึ่งจะเน้นการกำกับดูแลใน 3 กลุ่มนี้ให้เหมาะสม เพราะปัจจุบันวัตถุดิบเม็ดพลาสติกมีเพียงพอ แต่มีราคาสูงขึ้น อย่างโพลีเอทิลีน (PE) ไม่ได้ขาดแคลน ส่วนโพลีโพรพิลีน (PP) ก็เพียงพอ แต่อาจต้องนำเข้าเพิ่ม และยังมีการตั้งคณะทำงานบริหารห่วงโซ่อุปทาน มากำกับดูแลต้นทุน ราคาและป้องกันการกักตุนแล้ว
นายวิทยากร กล่าวว่า สำหรับการดูแลและลดภาระค่าครองชีพประชาชนในช่วงนี้ ได้มีการจัดทำโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยร่วมมือกับห้าง ผู้ผลิตรายใหญ่ลดราคาสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รอง และเตรียมนำสินค้าชุมชน สินค้า SME เข้ามาจำหน่ายเพิ่ม เพื่อช่วยเพิ่มรายได้
ส่วนโครงการธงฟ้า กำหนดจัด 1,518 ครั้ง จัดแบบปกติ 518 ครั้ง จัดในโรงเรียน สถานศึกษา 1,000 แห่ง จัดรถธงฟ้าโมบาย 5,000 คัน ออกจำหน่ายสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพเข้าถึงแหล่งชุมชน และพื้นที่ห่างไกล กระจายสินค้าผ่านตลาดกลาง ตลาดนัด ตลาดสด ปั๊มน้ำมัน ไปรษณีย์ 1,000 แห่ง และใช้ร้านค้าส่งค้าปลีก ร้านโชห่วย ช่วยกระจายสินค้า 150 แห่ง และจัดปุ๋ยธงเขียว ลดราคาปุ๋ยให้กับเกษตรกร เริ่มทันที 10 จังหวัด เดือนเม.ย.-พ.ค.2569 และจะทำให้ครบ 100 ครั้ง เดือนพ.ค.-ก.ย.2569
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





