วันพุธ ที่ 15 เมษายน 2569

Login
Login

คลังล้างไพ่ ‘บัตรคนจน’ รอบใหม่ ใช้ฐานข้อมูลกรองเข้ม เหลือ 9 ล้านคน

คลังล้างไพ่ ‘บัตรคนจน’ รอบใหม่ ใช้ฐานข้อมูลกรองเข้ม เหลือ 9 ล้านคน

กระทรวงการคลังกางแผนเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ดึงระบบเดต้าเลคเชื่อมฐานข้อมูล 20 หน่วยงาน คัดกรองเชิงลึก ทั้งรายได้ รายจ่าย และทรัพย์สิน คาดหั่นยอดผู้ได้รับสิทธิ์จาก 13.4 ล้านคน เหลือ 9 ล้านคน ลดภาระงบประมาณรัฐ เล็งดีเดย์ภายในก.ย. นี้

โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บัตรคนจน” ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net) ที่สำคัญสำหรับกลุ่มคนผู้มีรายได้น้อยและมีความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ

โดยกลุ่มดังกล่าวมักจะเป็นเป้าหมายแรกที่รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาในทุกวิกฤติเศรษฐกิจ โดยในปีงบประมาณ 2569 นี้ ถือเป็นรอบปีสำคัญที่จะต้องมีการทบทวนสถานะของผู้ถือบัตรตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในทุก 4 ปี นับจากการเปิดลงทะเบียนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา

โดยกลุ่มดังกล่าวมักจะเป็นเป้าหมายแรกที่รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาในทุกวิกฤติเศรษฐกิจ โดยในปีงบประมาณ 2569 นี้ ถือเป็นรอบปีสำคัญที่จะต้องมีการทบทวนสถานะของผู้ถือบัตรตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในทุก 4 ปี นับจากการเปิดลงทะเบียนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การลงทะเบียนรอบใหม่นี้จะใช้ข้อได้เปรียบจากการเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) ที่มีความสมบูรณ์และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกันถึง 20 หน่วยงาน ครอบคลุมฐานข้อมูลประชาชนกว่า 60 ล้านคน และภาคธุรกิจอีกกว่า 6 แสนราย ซึ่งจากความเข้มข้นของการตรวจสอบด้วยฐานข้อมูลชุดใหม่นี้ แหล่งข่าวคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้จำนวนผู้ถือบัตรที่ผ่านเกณฑ์ลดลงจากปัจจุบัน 13.4 ล้านคน เหลือเพียง 9 ล้านคน

ดึงฐานข้อมูลคัดกรองเข้ม

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ในอีกประมาณ 2-3 เดือนข้างหน้านี้ โดยการลงทะเบียนครั้งนี้ จะมีการนำระบบเดต้าเลคเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการตรวจสอบและคัดกรองคุณสมบัติของผู้รับสิทธิ์ เปรียบเสมือนการทำความสะอาดฐานข้อมูล (Cleansing Data) ครั้งใหญ่ของประเทศ เพื่อคัดกรองกลุ่มคนยากจนที่แท้จริงที่รัฐควรให้ความช่วยเหลือ

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และคุณสมบัติเบื้องต้นจะยังคงอิงเงื่อนไขเดิม เช่น ผู้ลงทะเบียนต้องมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี แต่ระบบจะเพิ่มมิติการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกด้านรายจ่ายและทรัพย์สินอย่างรัดกุมยิ่งขึ้น ด้วยฐานข้อมูลภาครัฐที่มีข้อมูลจาก 20 องค์กร อาทิ ข้อมูลรายได้ รายจ่าย ทรัพย์สิน เงินฝาก บัญชีการลงทุนในตลาดหุ้น การหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) ได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ซึ่งหากพบว่าผู้ลงทะเบียนรายใดมียอดการใช้จ่ายสะสมเกิน 100,000 บาท หรือมียอดบริจาคเงินจำนวนมาก จะถูกนำมาพิจารณาคุณสมบัติความเป็นผู้มีรายได้น้อยกันใหม่ทันที รวมถึงการตรวจสอบไปถึงชื่อที่เป็นกรรมการบริษัทในลักษณะนอมินี ซึ่งผู้ลงทะเบียนรายนั้นจะถูกปัดตกและไม่ผ่านเกณฑ์การรับสิทธิ์เช่นกัน

หวังลดภาระงบประมาณ

ทั้งนี้ การดึงระบบอัตโนมัติมาคัดกรองผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ออกไป จะช่วยให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณและสามารถจัดสรรเม็ดเงินไปช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลต้องแบกรับภาระดูแลผู้ถือบัตรถึง 13.4 ล้านคน ซึ่งมีการอุดหนุนสวัสดิการสูงสุดถึงคนละ 4,700 บาทต่อเดือน

สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียน ได้มีการปรับปรุงระบบให้ประชาชนสามารถใช้งานได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ผู้สมัครไม่ต้องยุ่งยากกับการกรอกรายละเอียดทรัพย์สินเหมือนในอดีต เพียงแค่ใช้ชื่อ นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

โดยระยะเวลาเปิดลงทะเบียนจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ จากนั้นรัฐจะเข้าสู่กระบวนการนำข้อมูลไปตรวจสอบหลังบ้านอีกประมาณ 1-2 เดือน ทั้งนี้ กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายว่า จะสามารถเปิดให้กลุ่มผู้ที่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่เริ่มใช้งานบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ในช่วงปลายปีงบประมาณ หรือเดือน ก.ย. เป็นต้นไป

ใช้ผ่านสมาร์ทโฟน-ร้านค้าคนละครึ่ง

นายลวรณ กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ ซึ่งเดิมมีข้อจำกัดในการใช้จ่ายได้เฉพาะในกลุ่มร้านธงฟ้าซึ่งมีอยู่ 1 แสนร้านค้า จะได้รับการปลดล็อกให้สามารถใช้จ่ายผ่านสมาร์ทโฟนได้ ทั้งยังนำวงเงินสวัสดิการดังกล่าวไปใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อยระดับ SMEs หรือร้านสตรีทฟู้ดที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งได้ โดยตัวเลขจากโครงการล่าสุดมีจำนวนกว่า 9 แสนร้านค้าทั่วประเทศ จะช่วยกระจายรายได้ลงสู่เศรษฐกิจฐานราก

ปูทางสู่ Negative Income Tax

ฐานข้อมูลที่สมบูรณ์แบบนี้จะถูกนำมาสร้างเป็นโปรไฟล์ (Profile) ของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งข้อมูลโปรไฟล์ดังกล่าวจะถูกนำไปต่อยอดเพื่อจัดทำอารีย์สกอร์ (Ari Score) เพื่อวิเคราะห์สถานะทางการเงินของแต่ละบุคคล ให้ง่ายต่อการเข้าถึงสินเชื่อ  และท้ายที่สุดแล้ว ระบบฐานข้อมูลและอารีย์สกอร์ที่ชัดเจนนี้ จะถูกพัฒนาปูทางไปสู่นโยบายภาษีเงินได้แบบติดลบ หรือ "Negative Income Tax" ได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต 

ซึ่งระบบดังกล่าวจะเข้ามาช่วยจำแนกได้อย่างเด็ดขาดว่า บุคคลใดคือผู้ที่ควรจะได้รับเงินสวัสดิการช่วยเหลือจากรัฐจริง ๆ และบุคคลใดคือผู้ที่มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีให้แก่ประเทศ การปรับปรุงฐานข้อมูลครั้งใหญ่นี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดภาระทางการคลัง และประหยัดงบประมาณของชาติได้ในระยะยาว