วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน 2569

Login
Login

‘วิกฤติพลังงาน’ พลิกเกมเหล็กไทย เร่งปั้น ‘ซัพพลายเชน-ลดพึ่งนำเข้า’

‘วิกฤติพลังงาน’ พลิกเกมเหล็กไทย เร่งปั้น ‘ซัพพลายเชน-ลดพึ่งนำเข้า’

สงครามในตะวันออกกลางกำลังกดดันต้นทุนอุตสาหกรรมเหล็กไทยอย่างมีนัยสำคัญ หลังราคาพลังงาน-ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และค่าไฟฟ้า-พุ่งต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาเหล็กบางประเภทในช่วงเดือนเม.ย.นี้ราว 10-15% 

ขณะที่ภาคเอกชนยืนยัน “ซัพพลายยังไม่สะดุด” แม้มีความเสี่ยงด้านระยะเวลาขนส่งและต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์โลก 

ทั้งนี้ ผลกระทบสถานการณ์ดังกล่าวในมุมมองของ นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ชัดว่า “สงครามกดดันต้นทุนเหล็กไทย แต่ความเสี่ยงการขาดแคลนไม่สูง”

นายบัณฑูรย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ต้นทุนพลังงาน เป็นต้นทุนหลักของอุตสาหกรรมเหล็กรองจากวัตถุดิบ ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ค่าขนส่งต่างๆ ซึ่งปรับขึ้นแล้วและยังมีค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้น ทำให้สินค้าเหล็กบางประเภทถูกแรงกดดันให้ต้องปรับราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% ในเดือนเม.ย.นี้ ส่วนการปรับราคาในระยะต่อไปก็จะขึ้นอยู่กับระดับราคาวัตถุดิบ พลังงานและค่าขนส่ง

ทั้งนี้ ในปี 2568 ประเทศไทยมีการบริโภคเหล็กประมาณ 18.5 ล้านตัน โดยเป็นการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กประมาณ 12 ล้านตัน ผลิตภายในประเทศประมาณ 8 ล้านตัน และส่งออกประมาณ 1.5 ล้านตัน

สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผลิตในประเทศจำนวนประมาณ 8 ล้านตันนั้น เป็นเหล็กดิบ (crude steel) ที่ผลิตเองในประเทศประมาณ 6 ล้านตัน ซึ่งทั้งหมดผลิตจากการหลอมเศษเหล็ก โดยมีเศษเหล็กในประเทศประมาณ 4 ล้านตัน และนำเข้าเศษเหล็กราว 2 ล้านตัน โดยในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าเหล็กขั้นกลาง เช่น slab และ billet รวมประมาณ 2.7 ล้านตันมารีดต่อในโรงรีดร้อนที่ไม่มีการหลอมเหล็กเอง

‘วิกฤติพลังงาน’ พลิกเกมเหล็กไทย เร่งปั้น ‘ซัพพลายเชน-ลดพึ่งนำเข้า’

เนื่องจากต้นทุนพลังงานเป็นต้นทุนหลักของทั้งกระบวนการผลิตเหล็กและการขนส่ง จึงส่งผ่านไปยังวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ทุกประเภทโดยตรง และจะยังมีแนวโน้มผันผวนต่อไปตราบใดที่สถานการณ์สงครามยังไม่คลี่คลาย

“เชื่อว่าสามารถจัดการซัพพลายได้ โอกาสขาดแคลนยังอยู่ในระดับต่ำ แต่มีความเสี่ยงด้านระยะเวลาส่งมอบ”

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าประเทศไทยนำเข้าเหล็กขั้นกลาง เช่น slab และ billet จากตะวันออกกลางอยู่บ้าง แต่ด้วยสัดส่วนไม่สูงมาก จึงจะสามารถปรับตัว โดยหันไปนำเข้าจากแหล่งอื่น เช่น อาเซียน จีน หรือ อินเดีย ซึ่งโดยรวมที่มี capacity และ supply ส่วนเกินในภาพรวมรองรับได้อยู่ 

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวหา supplier รายใหม่ ประกอบกับสถานการณ์การขนส่งทางเรือที่ยังตึงตัวและระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบสินค้าในบางช่วงเวลาได้

ดังนั้นในภาพรวม โอกาสที่จะเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าเหล็กจึงยังอยู่ในระดับต่ำโดยอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของสินค้าเหล็ก แต่ความเสี่ยงด้านราคาและระยะเวลาส่งมอบยังต้องติดตามดูต่อไป

“สะท้อนความจำเป็นในการเสริมความมั่นคงของซัพพลายเชนในประเทศ”

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ และยังคงพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูง โดยสามารถผลิตเหล็กดิบทั้งหมดจากเศษเหล็กได้ประมาณ 6 ล้านตัน หรือเพียงราวหนึ่งในสามของความต้องการทั้งหมดเท่านั้น ขณะเดียวกันอัตราการใช้กำลังการผลิตภายในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ยังมีศักยภาพในการผลิตเพิ่มในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้าได้อีก 

ทั้งนี้ คอขวดที่สำคัญคือวัตถุดิบเศษเหล็ก เช่นในปี 2568

  • ประเทศไทยต้องนำเข้าเศษเหล็กประมาณ 2 ล้านตัน แต่ยังมีการ
  • ส่งออกเศษเหล็กที่ใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 2.2 แสนตัน

ดังนั้น หากมีการพิจารณามาตรการบริหารจัดการหรือสงวนเศษเหล็กอย่างเหมาะสม เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งานในประเทศเช่นเดียวที่กับหลายประเทศได้ดำเนินการแล้ว รวมถึงการส่งเสริมการนำเศษเหล็กจากซากรถยนต์ที่หมดอายุ หรือการรื้อถอนโครงสร้างเหล็กที่หมดอายุกลับมาใช้ใหม่ ก็จะช่วยเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบของอุตสาหกรรมเหล็กไทยได้อีกส่วนหนึ่ง 

นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า ไทยควรใช้วิกฤติเป็นโอกาสต่อยอดสู่เศรษฐกิจสีเขียว ด้วยอุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องของประเทศ ในหลายประเทศถือว่าอุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ การส่งเสริมการใช้เหล็กในประเทศจะช่วยเสริมความเข้มแข็งของซัพพลายเชนในประเทศ และยังช่วยสนับสนุนระบบเศรษฐกิจโดยรวม

และด้วยเหตุที่เศษเหล็กเป็นทรัพยากรผลิตเหล็กที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ หากสามารถจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่เหมาะสมให้กับอุตสาหกรรมเหล็กไทยได้เพียงพอก็จะช่วยเร่งการปรับตัวสู่การผลิต green steel ได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น การส่งเสริมการผลิตเหล็กจากเศษเหล็กควบคู่กับการพัฒนาแหล่งพลังงานสะอาด และการส่งเสริมให้มีการผลิตวัตถุดิบต้นน้ำเช่น DRI ขึ้นในประเทศจึงเป็นแนวทางที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในระยะยาว

วิกฤติครั้งนี้กำลังสะท้อนจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเหล็กไทยที่ยังพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูง พร้อมตอกย้ำความจำเป็นในการเร่งสร้างความมั่นคงซัพพลายเชนภายในประเทศ ตั้งแต่การบริหารจัดการเศษเหล็ก การเพิ่มกำลังการผลิต ไปจนถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำ

ขณะเดียวกัน วิกฤติพลังงานและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมอาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตเหล็กสีเขียว (Green Steel) ผ่านการใช้พลังงานสะอาดและการรีไซเคิลทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในเวทีโลกในระยะยาว