วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน 2569

Login
Login

‘บีไอจี’ ฝ่าวิกฤติพลังงานโลก ปักธง ‘ไฮโดรเจน-คาร์บอนต่ำ’ ดันอุตฯไทย

‘บีไอจี’ ฝ่าวิกฤติพลังงานโลก ปักธง ‘ไฮโดรเจน-คาร์บอนต่ำ’ ดันอุตฯไทย

ความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นับเป็นความท้าทายระดับโลกที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทุกภาคส่วนสำหรับบริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) ผู้พัฒนาและขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำของประเทศ ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันได้ในอนาคตมองว่านี่คือ “บทพิสูจน์สำคัญ” ของการวางระบบพลังงาน

นางอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องปรับมุมมองใหม่ โดยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพพลังงาน เทคโนโลยี และการลดคาร์บอน ในฐานะปัจจัยหลักของขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่เพียงต้นทุนที่ต้องบริหารจัดการเท่านั้น

ในระยะสั้น ท่ามกลางราคาพลังงานที่ผันผวน บีไอจีไม่ได้เลือกใช้วิธีการผลักภาระไปยังลูกค้า โดยยืนยันว่า ยังไม่มีการประกาศปรับขึ้นราคาสินค้า แต่กลับเข้าไปทำงานเชิงรุกกับลูกค้าและคู่ค้า เพื่อช่วยบริหารจัดการพลังงาน ลดต้นทุนในกระบวนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานแทน

“ต้นทุนพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 50% ของต้นทุนทั้งหมด เราจึงต้องบริหารให้สมดุล ทั้งในมิติของต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของลูกค้า”

พร้อมยอมรับว่า แม้สถานการณ์โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่บีไอจียังสามารถรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจได้จากการบริหารจัดการเชิงรุก

นางอรลา กล่าวว่า ในระยะยาว บีไอจีเดินหน้าสู่เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต โดยเฉพาะไฮโดรเจน ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพลังงานสะอาด (Green Energy) ที่มีศักยภาพสูงในการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา โลกให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด และ การเปลี่ยนผ่านพลังงานมากขึ้น แม้การเปลี่ยนผ่านยังไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในบางประเทศจากข้อจำกัดด้านต้นทุนและนโยบาย แต่แนวโน้มดังกล่าวชัดเจนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

องค์กรระดับโลกอย่าง Air Products บริษัทแม่ของบีไอจีได้เร่งลงทุนในไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งผลิตจากน้ำผ่านกระบวนการแยกด้วยไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์และพลังงานลม โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือ นีออมในประเทศ ซาอุดีอาระเบีย ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวัน และพลังงานลมในช่วงกลางคืน เพื่อผลิตไฮโดรเจนอย่างยั่งยืน และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2027

“ไฮโดรเจนจะเป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอนาคต แต่การผลักดันให้เกิดขึ้นจริง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ นโยบาย และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการใช้งาน”

‘บีไอจี’ ฝ่าวิกฤติพลังงานโลก ปักธง ‘ไฮโดรเจน-คาร์บอนต่ำ’ ดันอุตฯไทย

นางอรลา กล่าวว่า ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า บีไอจีจะไม่ใช่เพียง “ผู้จำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรมอีกต่อไป แต่จะยกระดับสู่การเป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Industrial Gas & Energy Solution Provider)

โดยบริษัทมุ่งขยายการลงทุนในก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับกระบวนการผลิตจริง

ตัวอย่างเช่น การใช้ออกซิเจนคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ลดการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งมีการใช้งานจริงแล้วในอุตสาหกรรมกระดาษและเหล็ก

การเป็นส่วนหนึ่งของ Air Products ยังช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขัน ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากอุตสาหกรรมพลังงานเข้มข้นทั่วโลก เช่น เคมี ปิโตรเคมี เหล็ก ซีเมนต์ และพลังงาน มาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

รวมถึงการนำเทคโนโลยี Air Separation และ Hydrogen Production ที่มีประสิทธิภาพสูง มาช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในระดับกระบวนการผลิตจริง แทนการชดเชยคาร์บอนในภายหลัง

อีกหนึ่งโครงการยุทธศาสตร์สำคัญ คือ โครงการโรงแยกอากาศจากการใช้ความเย็น LNG แห่งที่ 2 (MAP2) ซึ่งร่วมลงทุนกับ PTT

โครงการดังกล่าวนำ “Cold Energy” จากกระบวนการแปรสภาพ LNG มาใช้ในการแยกอากาศ ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มเสถียรภาพในการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมในประเทศ

โรงงานแห่งนี้มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 และจะเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซคาร์บอนต่ำกว่า 450,000 ตันต่อปี รองรับอุตสาหกรรมหลัก เช่น ปิโตรเคมี โลหะ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร

ขณะที่โรงแยกอากาศแห่งแรก (MAP1) ที่ระยอง ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 100,000 ตันต่อปี

บีไอจียังเดินหน้าสร้าง Hydrogen Economy ผ่านความร่วมมือกับ PTT และ Toyota ในการร่วมก่อตั้งสมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย เพื่อพัฒนา Ecosystem ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

พร้อมทั้งศึกษาการนำไฮโดรเจนไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต และผลักดันให้เกิดมาตรการสนับสนุน เช่น ภาษีคาร์บอนเพื่อกระตุ้นดีมานด์ในตลาด

สำหรับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็นลูกค้าหลัก อรลายอมรับว่า มีการส่งสัญญาณล่วงหน้าถึงการชะลอคำสั่งซื้อ แต่ยังไม่กระทบยอดขายในปีนี้

“เรายังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ และยังไม่พบผลกระทบโดยตรงต่อการนำเข้า LNG อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเป้าหมายปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเติบโต 10% โดยอ้างอิงจากรายได้ปี 2568 ที่คาดว่าจะปิดที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท"

เป้าหมายสำคัญในระยะ 3-5 ปี คือการยกระดับองค์กรสู่่ผู้ขับเคลื่อนการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Decarbonization Enabler) เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก ภายใต้กรอบ ESG และกฎระเบียบด้านคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้น

“เราอยู่กับบีไอจีกว่า 30 ปี สิ่งสำคัญคือทีมงานที่แข็งแกร่ง เปรียบเหมือนทีมฟุตบอลที่มีครบทุกตำแหน่ง วันนี้ความท้าทายไม่ใช่แค่การทำธุรกิจ แต่คือการเป็นโซลูชัน ให้กับลูกค้า คู่ค้า และประเทศ ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจและพลังงานโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”