สถานการณ์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญสัญญาณเตือนระดับแดง จากภาคพลังงาน หลังตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ หดตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงเวลาอันสั้น สะท้อนภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาจกำลังชะงักงันมากกว่าที่คาด
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า จากการติดตามข้อมูลการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย. 2569 พบว่าปริมาณการใช้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับเฉลี่ยเดิมราว 80 ล้านลิตรต่อวัน เหลือเพียง 40-50 ล้านลิตรต่อวัน หรือหดตัวลงเกือบ 50% ภายในระยะเวลาไม่กี่วัน
“ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ และต้องเข้าไปวิเคราะห์เชิงลึกทันที เพราะดีเซลเป็นตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคขนส่งและโลจิสติกส์ หากตัวเลขหายไปครึ่งหนึ่ง หมายความว่ากิจกรรมบางส่วนกำลังหยุดลง”
สัญญาณ ‘ประหยัด’ หรือ ‘เศรษฐกิจหยุด’
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถตีความได้ 2 มิติหลัก ซึ่งมีนัยต่อทิศทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
มิติแรก คือ ผลจากมาตรการและการรณรงค์ ประหยัดพลังงาน ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการลดการใช้น้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
มิติที่สอง ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากกว่า คือการสะท้อน กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หดตัว โดยเฉพาะการขนส่งสินค้า การผลิต และการค้าภายในประเทศที่อาจกำลังชะลอลงอย่างรุนแรง
“สิ่งที่รัฐต้องทำทันทีคือ แยกให้ได้ว่าสัดส่วนที่ลดลงมาจากการประหยัดกี่เปอร์เซ็นต์ และมาจากเศรษฐกิจหดตัวกี่เปอร์เซ็นต์ หากเป็นอย่างหลัง นั่นคือสัญญาณอันตรายที่อาจกระทบจีดีพีโดยตรง”
หั่นGDPเหลือ 1.2% รับมือสงครามพลังงานโลก
ความเสี่ยงดังกล่าวสะท้อนผ่านการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ล่าสุดปรับกรอบการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.2%-1.6% จากเดิม 1.6%-2.0%
โดยในกรณีเลวร้าย (Worst-case scenario) หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และยังคงส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโลก อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอาจลดลงต่ำสุดถึงระดับ 0%
สอดคล้องกับการประเมินของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลกที่ยังผันผวนสูง
Greater Israel จุดชนวนความเสี่ยงพลังงานโลก
นายเกรียงไกร ประเมินว่า ต้นตอของความผันผวนรอบนี้มีความเชื่อมโยงกับความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะแนวคิด Greater Israel ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของ นายเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งมีเป้าหมายขยายอิทธิพลในภูมิภาค
แนวคิดดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสายเหยี่ยว และมีความสอดคล้องกับแนวทางของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ในอดีต ส่งผลให้สถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรง และขยายวงกว้างไปยังหลายประเทศผู้ผลิตพลังงานหลัก
ผลจากการสู้รบทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งแหล่งผลิตน้ำมัน โรงกลั่น และระบบขนส่ง ได้รับความเสียหายในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอล อิหร่าน บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต ส่งผลให้กำลังการผลิตบางส่วนต้องหยุดชะงัก
“แม้สงครามจะยุติลงวันนี้ แต่การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอาจต้องใช้เวลาหลายปี นี่คือความเสี่ยงระยะยาวที่ตลาดพลังงานโลกต้องเผชิญ”
SME อ่วมซ้ำซ้อน สัญญาณ ‘คนหาย’ เริ่มชัด
ในระดับเศรษฐกิจฐานราก ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่อ่อนแรง และความไม่แน่นอนของตลาด
"ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณคนหาย จากร้านค้าและร้านอาหารในหลายพื้นที่ สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น"
ขณะเดียวกัน เทศกาลสงกรานต์ ที่กำลังจะมาถึง มีแนวโน้มบรรยากาศซบเซากว่าปกติ เนื่องจากประชาชนลดการเดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
เสี่ยง ‘Stagflation’ หากรัฐแก้เกมช้า
แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation อย่างเต็มรูปแบบ แต่หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ และมาตรการภาครัฐไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างทันท่วงที ความเสี่ยงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ในระยะถัดไป
นายเกรียงไกร เสนอว่า การรับมือของภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร็วและตรงจุด โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่
- เร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและ SME เพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบ
- กระตุ้นกำลังซื้อควบคู่กับการรณรงค์ประหยัดพลังงาน เช่น โครงการลักษณะ “คนละครึ่ง”
- บริหารจัดการต้นทุนพลังงาน โดยแนวคิดการลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น 2 บาทต่อลิตร ถือเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น แม้ต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ
เอกชนเร่งปรับตัว "รัฐต้องเร่งเครื่อง"
ท่ามกลางความไม่แน่นอน ภาคเอกชนไทยเริ่มปรับตัวเชิงรุก โดยเร่งหาแหล่งวัตถุดิบและพลังงานทางเลือก แม้จะมีต้นทุนสูงขึ้น เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิต
อย่างไรก็ตาม บทบาทของภาครัฐยังคงเป็นตัวแปรชี้ขาด ในการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ถลำลึก นาทีนี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ไม่ปกติ ภาคเอกชนกำลังประคองตัวเต็มที่ ขณะที่ภาครัฐต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยยาว
ท่ามกลางตัวเลขดีเซลที่หายไปครึ่งประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ใช้พลังงานลดลงเพราะอะไรแต่คือเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวแรงกว่าที่เห็นหรือไม่ ซึ่งคำตอบนั้น อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจทั้งปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ





