สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 ยังไม่มีการยุติแม้มีความพยายามเจรจาหยุดยิงและเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้หลายหน่วยงานเริ่มปรับประมาณการเศรษฐกิจลง
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางทำให้เกิดความขัดแย้งและปิดช่องแคบฮอร์มุช โดยสถานการณ์ยาวเกิน 1 เดือน เป็นปัจจัยสำคัญกระทบความเชื่อมั่นตลาดพลังงานโลก
ทั้งนี้ อิหร่านยื่นเงื่อนไขการเจรจา เช่น การขอให้ถอนฐานทัพออกจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นท่าทีเริ่มต้นการเจรจากับสหรัฐและอิสราเอล แต่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนจะบรรลุข้อตกลงหรือไม่
รวมทั้งปัจจุบันราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปตลาดโลกผันผวนสูงหลังจากราคาสูงขึ้นมาก แต่เมื่อมีสัญญาณการชะลอตัวของการโจมตี หรือข่าวการพิจารณาเปิดช่องแคบทำให้ราคาน้ำมันในทุกตลาดดิ่งลงทันที โดยสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลดีเพียงช่วงสั้น แต่หากความขัดแย้งยังไม่จบลงถาวร เพราะยังคงส่งผลกระทบเศรษฐกิจทั่วโลกต่อเนื่อง
ทั้งนี้สภาพัฒน์ได้จัดทำฉากทัศน์ (Scenarios) ในการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2569 ใหม่จากเดิมก่อนเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลางคาดว่าเศรษฐกิจปี 2569 จะขยายตัว 2% ระดับราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.2% โดยฉากทัศน์ที่ประเมินใหม่มี 4 ฉากทัศน์ ได้แก่
ฉากทัศน์ที่ 1 สถานการณ์กระจายตัวทั่วภูมิภาคและสิ้นสุดลงใน 2 เดือน โดยเกิดสงครามหลายสมภูมิในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการโจมตีกลับของอิหร่าน การขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงได้รับผลกระทบระยะสั้น โครงสร้างพื้นฐานพลังงานไม่เสียหายเพิ่มเติมจากในปัจจุบัน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทำให้การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางทำได้น้อยลง น้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น แต่อุปทานน้ำมันทยอยกลับเข้าสู่ตลาดปกติได้เร็ว ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราว โดยราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 85-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดเงินทุนผันผวน นักลงทุนมีแนวโน้มลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง
สำหรับฉากทัศน์นี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 1.4% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.7%
- สงคราม3-5เดือน“จีดีพี”เหลือ0.9%
ฉากทัศน์ที่ 2 สางครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และสิ้นสุดลงภายใน 3-5 เดือน ในฉากทัศน์นี้สงครามจะขยายวงกว้างครอบคลุมหลายประเทศในภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันได้รับความเสียหายส่งผลต่อการผลิตน้ำมันดิบในภูมิภาค รวมถึงการส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อขึ้น ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 105-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะทำให้อุปทานพลังงานตลาดโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับราคาพลังงานที่ปรับขึ้นจนทำให้อัตราเงินเฟ้อโลกเร่งขึ้น ห่วงโซ่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบบางส่วน (supply chain disruption)
หลายประเทศรวมทั้งไทยจะเข้าภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) ตลาดเงินตลาดทุนผันผวน และค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมาก เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวได้ 0.9% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4.4%
- สงครามยืดเยื้อ6-9เดือน“จีดีพี”หดตัวแรง
ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และยืดเยื้อ 6-9 เดือน หรือยืดเยื้อไปถึงเดือน พ.ย.2569 สถานการณ์จะเกิดสงครามเต็มรูปแบบระหว่างอิหร่านและกลุ่มพันธมิตร กับสหรัฐรวมทั้งอิสราเอลกับกลุ่มพันธมิตร ขยายวงกว้างครอบคลุมหลายประเทศในภูมิภาค
สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้อุปทานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางไม่ฟื้นตัวได้หลังจากสิ้นสุดสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยทั้งปี 135-145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
รวมทั้งเศรษฐกิจโลกจะเข้าภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรง (Global Depression) ท่ามกลางแนวโน้มการขาดแคลนพลังงาน และอาหาร supply chain disruption จะขยายตัวในวงกว้าง เกิดการกีดกันทางการค้าและการลงทุนระหว่าง 2 ขั้นอำนาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงมาก เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 0.2% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 5.8%
- จับตามชาติมหาอำนาจร่วมวง
ฉากทัศน์ที่ 4 เกิดสถานการณ์สงครามเต็มรูปแบบ โดยมีประเทศพันธมิตรเข้าร่วม นำโดยประเทศมหาอำนาจอื่น เช่น ยุโรป จีนและรัสเซีย ซึ่งจะทำให้สถานการณ์สงครามยืดเยื้อ และเศรษฐกิจโลกจะเข้าภาวะถดถอยรุนแรง ท่ามกลางการขาดแคลนพลังงานและอาหาร และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะถดถอยต่อเนื่อง
สถานการณ์นี้ทำให้มีความเสี่ยงเกิดการปะทะกันทางการทหารในพื้นที่ที่ความขัดแย้งในภูมิภาคอื่น ซึ่งหากเกิดภาวะสงครามตามฉากทัศน์นี้ราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ และการคาดการณ์เศรษฐกิจจะยังไม่สามารถทำได้ในขณะนี้
นายดนุชา กล่าวว่า สภาพัฒน์ประเมินผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางไม่กระทบราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นและไปฉุดรั้งความต้องการซื้อ (Demand) ประชาชนให้หดตัวลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะทำให้มีโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation)
นอกจากนี้หากปัญหายังยืดเยื้อจะกระทบต่อเนื่องยังห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ เช่น เม็ดพลาสติก ซึ่งเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นระยะต่อไป
- แนะรัฐบาลสื่อสารให้ประชาชนปรับตัว
ส่วนประเด็นสถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาลควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า สภาวะปัจจุบันการใช้มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ยาก โดยมาตรการที่ออกมาควรเป็นมาตรการเพื่อช่วยภาระค่าครองชีพมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อหล่อเลี้ยงให้ความต้องการซื้อในระบบยังพอขับเคลื่อนได้ช่วงเศรษฐกิจเผชิญแรงกระแทก
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญภาครัฐต้องเริ่มสื่อสารให้ประชาชนเริ่มปรับตัว และเตรียมตัวรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางมีผลกระทบเศรษฐกิจ และกระทบหลายส่วนต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ตลอดทั้งปี ซึ่งภาครัฐต้องหามาตรการรองรับ ขณะที่ประชาชนต้องปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเช่นกัน
- “คลัง”ยอมรับไทยเสี่ยง Stagflation
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยสอดคล้องมุมมองสภาพัฒน์ที่ระบุไทยมีความเสี่ยงเผชิญภาวะ Stagflation ซึ่งเป็นสถานการณ์อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นสวนทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง
รวมทั้งไทยได้เปรียบและโชคดีกว่าหลายประเทศ เนื่องจากฐานอัตราเงินเฟ้อเดิมค่อนข้างต่ำ โดยบางช่วงเคยติดลบจึงเปรียบเสมือนกันชนหรือบัฟเฟอร์ที่กว้างพอช่วยรองรับแรงกระแทกเมื่อทิศทางเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้น จึงทำให้โอกาสที่ไทยเผชิญวิกฤติเงินเฟ้อรุนแรงจนเข้าขั้นอันตรายนั้นน่ากังวลน้อยกว่าประเทศที่มีฐานเงินเฟ้อพุ่งสูงอยู่แล้ว
สำหรับต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐ ซึ่งหากคลี่คลายหรือมีข่าวดีจะส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบที่กำลังตึงเครียดปรับตัวลงทันทีจะลดแรงกดดันต้นทุนพลังงาน
นายลวรณ กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอมาตรการทางการคลังช่วยผู้ได้รับผลกระทบวิกฤติพลังงาน โดยเน้นพุ่งเป้าช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 เม.ย.2569 ซึ่งวาระสำคัญจะลงรายละเอียด 7 มาตรการ ที่ผ่านการอนุมัติหลักการจาก ครม.ก่อนหน้านี้ ครอบคลุมถึงการกำหนดระยะเวลาแต่ละโครงการ และความชัดเจนกรอบเวลาการโอนเงินเยียวยาถึงมือประชาชน
นอกจากนี้ ส่วนของกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายเปราะบางหลักที่รัฐบาลต้องการให้ความช่วยเหลือตรงจุดที่สุดนั้น ขณะนี้เป็นไปได้ที่จะพิจารณาเพิ่มวงเงินช่วยเหลือหากสำนักงบประมาณบริหารจัดการและจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณที่คงเหลืออยู่มาสมทบได้ โดยชี้แจงให้ประชาชนรับทราบหลังเสร็จสิ้นการประชุม ครม.
- ประเมินยืดเยื้อไม่เกิน3เดือน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ประเมิน 3 ฉากทัศน์มองค่ากลางจีดีพี 2% แบ่งเป็น
กรณีสงครามยืดเยื้อ 1 เดือน ประเมินเศรษฐกิจขยายตัว 1.6% ซึ่งนับถึงปัจจุบันการสู่รบเกิน 1 เดือน แล้ว
กรณีสงครามยืดเยื้อตั้งแต่ 1-3 เดือน ประเมินเศรษฐกิจจะขยายตัว 1.0-1.5%
กรณีสงครามยืดเยื้อบานปลาย 6 เดือนขึ้นไป ประเมินเศรษฐกิจอยู่ที่ 0% ถึงติดลบ
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า เบื้องต้นยังประเมินผลกระทบในกรอบ 1-3 เดือนแรก เพื่อรอติดตามทิศทางสถานการณ์ใกล้ชิด ขณะที่แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อปี 2569 คาดไว้ที่ 3% บวกลบเล็กน้อย
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า หากสถานการณ์สงครามไม่ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนมากนัก และเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มคลายตัวช่วงกลางไตรมาส 3 ปี 2569 ประกอบกับเงื่อนไขรัฐบาลใช้นโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งถ้าใช้งบประมาณใกล้เคียงครั้งที่แล้ว 40,000 ล้านบาท และใช้สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000 ล้านบาท ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโต 1.0-1.5%
- จับตาสัญญาณยอดใช้ดีเซลวูบ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ลดประมาณการจีดีพีเหลือ 1.2-1.6% (จากเดิม 1.6-2.0%) เนื่องจากต้องประเมินสถานการณ์แบบเดือนต่อเดือนตามความผันผวนราคาน้ำมันโลก
นอกจากนี้ ปริมาณการใช้ดีเซลในประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.2569 ลดลงจากเฉลี่ย 80 ล้านลิตรต่อวัน เหลือ 40-50 ล้านลิตรต่อวัน น่ากังวลเพราะมองได้ 2 มุม คือ คนไทยประหยัด หรืออีกมุมที่น่ากลัวสะท้อนภาวะเศรษฐกิจชะลอหนัก เพราะดีเซลเป็นตัวสะท้อนกิจกรรมภาคขนส่งและโลจิสติกส์
สำหรับประเด็นเรื่อง Stagflation หรือ ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง มองว่า แม้ยังไม่ถึงจุดนั้นแต่หากสถานการณ์ถูกปล่อยให้ยืดเยื้อ โดยไม่บริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพจะมีความเสี่ยงเข้าภาวะ Stagflation





