“เอกนิติ” ย้ำต้องปรับตัวรับยุคน้ำมันแพงยาว 1-2 ปี กางมาตรการอุดหนุนระยะสั้น เร่งปลดล็อกพลังงานสะอาด ดึงลงทุนต่างชาติ พัฒนาแรงงานด้วยเอไอ หวั่น Stagflation ลุกลามสู่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำปี 40
วันที่ 9 เม.ย. 2569 เวลา 19.20 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวอภิปรายว่า รัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเผชิญผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางได้นำไปสู่วิกฤติพลังงานโลก ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวน และอาจเกิดความขาดแคลนสินค้าเนื่องจากปัญหาการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ รัฐบาลมีความกังวลถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะ "Stagflation" หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงควบคู่ไปกับเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก รัฐบาลจึงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤติครั้งนี้ลุกลามจนซ้ำรอยวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540
นายเอกนิติย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปในหลายมิติ โดยเฉพาะมิติด้านพลังงานที่ยุคของน้ำมันราคาถูกจะไม่มีอีกต่อไปอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจากสงครามได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางไปมาก
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีความโชคดีและมีข้อได้เปรียบจากการมีพืชพลังงานชีวมวล โดยสามารถนำอ้อยหรือมันสำปะหลังมาผลิตเอทานอลเพื่อผสมเป็นน้ำมัน E20 รวมถึงการใช้น้ำมันปาล์มมาผสมเป็นไบโอดีเซล B10 และ B20 ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยไปในตัว
โดยในช่วงเวลานี้ รัฐบาลจะเร่งส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด โดยจะเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อลดค่าใช้จ่าย และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับคืนให้กับรัฐได้ ในส่วนของภาคธุรกิจก็จะเปิดโอกาสให้สามารถลงทุนในพลังงานสะอาดและเปิดกลไกการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) เพื่อลดต้นทุนการผลิตและช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวเข้าสู่ยุคที่น้ำมันมีราคาแพงได้
สำหรับการบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพในระยะสั้น รัฐบาลได้เลือกใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือแรกในการพยุงราคาน้ำมันไม่ให้สูงจนเกินไป โดยรัฐบาลขอยืนยันว่าจะไม่เลือกใช้วิธีการลดภาษีสรรพสามิต เนื่องจากรายได้ส่วนนี้จะเป็นงบประมาณสำคัญที่ต้องนำไปจัดสรรดูแลด้านอื่นๆ อาทิ ด้านสาธารณสุข
ทั้งนี้ ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากร รัฐบาลจะเน้นการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าให้ตรงจุดและคุ้มค่าที่สุด โดยในวันเสาร์นี้จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษเพื่อออกมาตรการดูแลกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งซึ่งเป็นต้นทุนด่านแรกของราคาสินค้า นอกจากนี้ จะมีมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การดูแลกลุ่มชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันในการออกเรือหาอาหารทะเล และการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาราคาปุ๋ยแพง
ในระยะยาว รัฐบาลมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญด้านอาหารและยารักษาโรค เพื่อตอบสนองต่อปัญหาความมั่นคงทางอาหารและยาของโลก
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญที่ขาดไม่ได้คือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โดยรัฐบาลมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยยกระดับขีดความสามารถของคนไทย ด้วยการฝังระบบ AI ลงในแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุน พฤติกรรมผู้บริโภค และช่วยโพสต์ขายสินค้าออนไลน์ รวมถึงจะนำมาใช้ในแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" เพื่อให้คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียมและใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งในปีที่ผ่านมามียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้นกว่า 60% รัฐบาลจะเร่งดำเนินการปลดล็อกกฎกติกาที่เป็นอุปสรรคและบังคับให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) เพื่อสร้างทักษะและยกระดับรายได้ให้แรงงานไทย
โดยจะมุ่งเป้าดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมายให้ชัดเจน ได้แก่ อาหาร การเกษตร อุตสาหกรรมสมัยใหม่ ดิจิทัล AI และเศรษฐกิจสุขภาพ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ผลจากการปลดล็อกอุปสรรคเพื่อดึงดูดการลงทุนนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา ซึ่งการลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชนที่เติบโตขึ้นเฉลี่ย 8% มีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากภาวะชะลอตัว
“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการให้ความช่วยเหลือคนตัวเล็กตัวน้อยและธุรกิจ SME รวมถึงการเร่งปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านประเทศในครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนก้าวข้ามผ่านวิกฤติที่อาจจะรุนแรงกว่าที่คิด และเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว”





