วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน 2569

Login
Login

6 โรงกลั่นยอมเงื่อนไขหั่นราคา ‘บางจาก’ชี้ต้องเป็นมาตรการชั่วคราว

6 โรงกลั่นยอมเงื่อนไขหั่นราคา ‘บางจาก’ชี้ต้องเป็นมาตรการชั่วคราว

หลังจากที่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศสูงขึ้นต่อเนื่องทำให้กระทรวงพลังงานใช้ช่องทาง พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 เพื่อลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น โดยเชิญโรงกลั่น 6 แห่ง มาหารือก่อนออกประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลิตรละ 2 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย.2569

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้หารือโรงกลั่นหลายรอบเพื่อให้ภาคเอกชนร่วมแก้ปัญหาการผลิต การจำหน่าย และราคาน้ำมันขายปลีก โดยปัจจุบันไทยมีโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง คือ

1.บริษัท ไทยออยล์ จํากัด (มหาชน) กำลังการผลิตวันละ 275,000 บาร์เรล ของกลุ่ม ปตท.คิดเป็นสัดส่วน 22% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ

2.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอลจำกัด (มหาชน) หรือ GC ของกลุ่ม ปตท.กำลังการผลิตวันละ 280,000 บาร์เรล คิดเป็นสัดส่วน 23% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ

3.บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ของกลุ่ม ปตท.กำลังการผลิตวันละ 215,000 บาร์เรล คิดเป็นสัดส่วน 17% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ

4.บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) กำลังการผลิตวันละ 120,000 บาร์เรล คิดเป็นสัดส่วน 10% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ

5.บริษัทบางจาก ศรีราชาจำกัด (มหาชน) กำลังการผลิตวันละ 174,000 บาร์เรล คิดเป็นสัดส่วน 14% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ

6.บริษัทสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนนิ่งจำกัด (มหาชน) หรือ SPRC กำลังการผลิตวันละ 175,000 บาร์เรล คิดเป็นสัดส่วน 14% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ ซึ่งมีเชฟรอนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

การหารือเมื่อวันที่ 7 เม.ย.2569 มีผู้บริหารโรงกลั่นบางแห่งไม่เข้าร่วมประชุม แต่โรงกลั่นทุกแห่งต้องลดราคาตามประกาศ กบง.ทำให้ราคาดีเซลลดลงมาอยู่ที่ลิตรละ 48.40 บาท รวมถึงปั๊มคาลเท็กซ์ที่ลดราคาดีเซลลงเช่นกัน โดยปั๊มคาลเท็กซ์มีเชฟรอน เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เช่นเดียวกับโรงกลั่น SPRC

“พลังงาน”ชี้6โรงกลั่นร่วมมือ

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กระทรวงพลังงานประสานผู้แทนโรงกลั่น 6 แห่ง ต่อเนื่องและได้รับความร่วมมืออย่างดีจึงออกประกาศ กบง.เพื่อบังคับใช้ราคาหน้าโรงกลั่นที่ปรับลง

สำหรับการออกประกาศดังกล่าวเป็นการรองรับมือวิกฤติราคาและปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นอำนาจนายกรัฐมนตรีในการควบคุมตั้งแต่การผลิตจนถึงการใช้ในภาคประชาชน พร้อมเปิดบทลงโทษรุนแรงทั้งจำและปรับสำหรับผู้ฝ่าฝืน

แหล่งข่าว กล่าวว่า ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงขึ้นต่อเนื่องและปริมาณน้ำมันดิบหาซื้อได้ลดน้อยลง ซึ่งกระทบราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศและอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมัน โดยรัฐบาลต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายพิเศษเพื่อรักษาความมั่นคง

“บางจาก”ชี้โครงสร้างปัจจุบันเหมาะสม

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP กล่าวว่า โครงสร้างราคาน้ำมันไทยปัจจุบันเหมาะสมและดีอยู่แล้ว ทั้งทนทานและยืดหยุ่น (Resilient) และตอบโจทย์การใช้งานมาตลอด 45-50 ปี 

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเริ่มปันส่วนน้ำมัน แต่ไทยยังมีน้ำมันใช้เพียงพอและมีราคาเหมาะสมหรืออาจถูกสุดในภูมิภาคบางช่วง โดยเน้นย้ำว่าการปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาดเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมาโรงกลั่นต้องบริหารความผันผวนราคาน้ำมันเอง ซึ่งบางปีอาจมีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) จำนวนมาก เช่น ปีที่ผ่านมาขาดทุนสต็อกราว 8,000 ล้านบาท และปีก่อนหน้า 7,000 กว่าล้านบาท แต่บริษัทพยายามบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

“เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาก็จะมีความพยายามในการหาแพะ ว่าใครเป็นคนที่ทำให้ราคาน้ำมันแพง แต่ในมุมมองของผมคนที่ทำให้ราคาน้ำมันแพงจริง ๆ คือกลุ่มคนที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งที่เลือกจะทำสงคราม ทั้งที่จริง ๆ แล้วสามารถเลือกที่จะไม่ให้เกิดได้”

ยืนยันลดราคาโรงกลั่น“ต้องชั่วคราว”

สำหรับกรณีที่ กบน.มีมติลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับดีเซล B7 และ B20 ลดลง 2 บาทต่อลิตรนั้น นายชัยวัฒน์ ให้ความเห็นว่า เป็นมาตรการดูแลประชาชนและบรรเทาผลกระทบไม่ให้ผู้บริโภคเกิดภาวะช็อกจากราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่ควรเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น เช่นเดียวกับการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ดังนั้น เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐมนตรีพลังงานระบุว่าอาจเพิ่มมาตรการกดราคาหน้าโรงกลั่นไปจนถึง 6 บาท หากจำเป็น “นายชัยวัฒน์” ให้ความเห็นว่าไม่อยากให้คาดการณ์ล่วงหน้าเพราะขึ้นกับภาวะตลาดจริง ซึ่งตอนนี้ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลงบ้างหลังสงครามเริ่มคลี่คลาย

แจงเหตุไม่เข้าร่วมประชุมกับ กบน.

นายชัยวัฒน์ ชี้แจงกรณีผู้บริหารบางจากไม่ร่วมประชุมกับ กบน.เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2569 เกิดจากการสื่อสารคลาดเคลื่อน เนื่องจากวันนั้นผู้บริหารหลายคนติดภารกิจในกรุงเทพฯ และเดินทางไปอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แต่มีผู้แทนรอประสานงานอยู่ก่อนแล้ว

“ยืนยันว่าบางจากยินดีให้ความร่วมมือกับรัฐบาลทุกเรื่อง และไม่มีเจตนาขัดขืนหรือไม่ให้ความร่วมมือตามที่มีกระแสข่าว ผมจะไปชี้แจงกับรัฐมนตรีพลังงานอีกครั้ง เพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุผลที่ผมติดภารกิจ ต้องเดินทางและเข้าร่วมประชุมเองไม่ได้”

เปลี่ยนเส้นทางขนส่งผ่านทะเลแดง

นายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด BCP กล่าวว่า ปัจจุบันโรงกลั่นทั้ง 2 แห่งของบางจากเดินเครื่องเกินกำลังการผลิตที่ 110% หรือ 290,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่ 260,000 บาร์เรลต่อวัน โดยเน้นผลิตตอบสนองความต้องการบริโภคในประเทศเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ เดือน มี.ค.2569 มีความต้องการเบนซินเพิ่มขึ้นจึงต้องปรับสัดส่วนการกลั่นมาผลิตส่วนนี้มากขึ้น แต่ด้านน้ำมันเจ็ตของลูกค้าสายการบินยังต้องดูแล โดยจะต้องมีการปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ โรงกลั่นเพื่อให้รองรับน้ำมันได้จากหลายแหล่งขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้การขนส่งจากตะวันออกกลางในช่วงนี้จะใช้การเดินทางผ่านทะเลแดงเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง โดยจะให้ความสำคัญกับแหล่งน้ำมันที่อยู่ไกลกว่าแม้จะมีค่าขนส่งสูงกว่า เพื่อรับประกันความมั่นคงว่าจะมีน้ำมันใช้ในประเทศอย่างแน่นอน

ขณะที่การจัดหาน้ำมันจะดำเนินการเป็นรอบทุก 2 เดือน เนื่องจากคลังกักเก็บน้ำมันมีจำกัด สำหรับช่วง 2 เดือนข้างหน้าถึง พ.ค.2569 จัดหาน้ำมันสำหรับกลั่นครบถ้วน และกำลังเร่งจัดหาส่วนของเดือน มิ.ย.2569 โดยกระจายแหล่งที่มาหลายประเทศ เช่น อาร์เจนตินา, โคลอมเบียและบราซิล เพื่อลดความเสี่ยงทำให้ปัจจุบันสัดส่วนการนำเข้าจากตะวันออกกลางอยู่ที่ราว 15% เท่านั้น

รวมทั้งต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการขนส่งต้องใช้เวลานานโดยการขนส่งจากอเมริกาใต้ใช้เวลา 45 วัน และจากตะวันออกกลางใช้เวลา 15 วัน

SPRC ยืนยันไม่มีแผนฟ้องภาครัฐ

ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีประเด็นพาดพิง SPRC อาจไม่ให้ความร่วมมือปรับราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันหรือกำลังพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐ โดย SPRC ชี้แจงว่าไม่ดำเนินการทางกฎหมายและไม่ฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐ

ทั้งนี้ SPRC ให้ความร่วมมือภาครัฐต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และบรรเทาผลกระทบประชาชนช่วงสถานการณ์พลังงานผันผวน

ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในไทยดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมาย และคำนึงความสมดุลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจและประชาชน พร้อมดำเนินการรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศได้เพียงพอและต่อเนื่อง

ชูอำนาจพิเศษ “ควบคุม-ปันส่วน-จำกัดเวลา”

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า การดำเนินการตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 นายกรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจออกคำสั่งเพื่อกำหนดมาตรการที่ครอบคลุมในหลายมิติ ดังนี้

1.การจัดการเชื้อเพลิง ควบคุมทั้งการผลิต การจำหน่าย การขนส่ง การครอบครอง การสำรอง ไปจนถึงการนำเข้าและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด

2.การปันส่วน สามารถดำเนินการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดเพื่อให้เกิดความทั่วถึงและเป็นธรรม

3.การจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดวันเวลาและเงื่อนไขในการดำเนินกิจการโรงงาน รวมถึงการเปิด-ปิดสถานบริการ ภัตตาคาร โรงภาพยนตร์ หรือสถานบันเทิงต่างๆ

4.การใช้ยานพาหนะและพลังงานโดยกำหนดเงื่อนไขการใช้ยานพาหนะทั้งส่วนบุคคลและสาธารณะ รวมถึงควบคุมการใช้ไฟฟ้าในอาคารและการโฆษณา

เปิดบทลงโทษหนัก ฝ่าฝืนคุก 10 ปี

สำหรับประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจและประชาชนต้องระมัดระวังคือบทลงโทษที่มีความเข้มงวดสูง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ แบ่งเป็น

1.กรณีฝ่าฝืนคำสั่งมาตรการหลัก ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือผู้ได้รับมอบหมาย (กบง.) เกี่ยวกับมาตรการควบคุมเชื้อเพลิง การใช้พลังงาน หรือการกำหนดเวลาเปิด-ปิดกิจการ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.กรณีขัดขวางเจ้าหน้าที่ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งในการให้ข้อเท็จจริง ส่งเอกสาร หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปตรวจสอบสถานที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้บุคคลหรือคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมาย และพนักงานเจ้าหน้าที่ที่แต่งตั้งขึ้น เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีอำนาจเข้าไปในสถานที่ใดๆ หรือสั่งให้บุคคลส่งเอกสารหลักฐานได้

แม้กฎหมายฉบับนี้จะถูกตราขึ้นครั้งแรกในปี2516 แต่ด้วยภาวะการขาดแคลนน้ำมันที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นเสมอรัฐบาลจึงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อขยายเวลาบังคับใช้มาต่อเนื่อง จนกระทั่งยกเลิกกำหนดเวลาสิ้นสุดเพื่อให้กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ตลอดไปโดยไม่มีกำหนดเวลา เพื่อให้รัฐบาลบริหารจัดการวิกฤติพลังงานได้ทันท่วงที