สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) ผนึกกำลังกรมป่าไม้ ธ.ก.ส. ผลักดันและสร้างแรงจูงใจในการปลูกต้นรัก เพื่อพัฒนาวัตถุดิบต้นทาง พร้อมส่งเสริมช่างฝีมือรุ่นใหม่ ป้องกันงานเครื่องรัก ที่เป็นงานหัตถศิลป์ที่ทรงคุณค่า ขาดแคลนวัตถุดิบและเลือนหายไปขององค์ความรู้
ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เปิดเผยว่า SACIT ได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีสำคัญ อาทิ กรมป่าไม้ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสร้างระบบนิเวศหัตถกรรมให้ครบวงจร โดยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปลูกต้นรัก การพัฒนาศักยภาพวัตถุดิบต้นทาง ไปจนถึงการส่งเสริมช่างฝีมือรุ่นใหม่ เพื่อให้หัตถศิลป์ไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ
โดยเฉพาะงานเครื่องรัก ซึ่งเป็นงานหัตถศิลป์ทรงคุณค่าที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบและการเลือนหายขององค์ความรู้ และปัจจุบันยางรักจากธรรมชาติมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทักษะการเก็บเกี่ยวและการใช้ประโยชน์กำลังสูญหาย หากไม่เร่งฟื้นฟูอย่างจริงจัง อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของงานหัตถศิลป์ไทยในอนาคต
“ยางรักไม่ได้เป็นเพียงหัวใจของงานเครื่องเขิน แต่ยังเป็นรากฐานของงานประณีตศิลป์ไทยหลากหลายแขนง ตั้งแต่การลงรักปิดทอง งานลายรดน้ำ งานหัวโขน ไปจนถึงการบูรณะศาสนสถานสำคัญ การฟื้นฟูต้นรักในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการรักษาอาชีพช่างฝีมือ แต่คือการปกป้องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ และสร้างรากฐานให้ภูมิปัญญาไทยสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”
นอกจากนี้ SACIT ได้เข้ามาเสริมบทบาทในการต่อยอดต้นน้ำสู่มูลค่า โดยได้ร่วมสนับสนุนการต่อยอดองค์ความรู้ผ่านวิสาหกิจชุมชนจัดการยางรักอมก๋อยอย่างยั่งยืน โดยนำภูมิปัญญาของชาวกะเหรี่ยงบ้านแม่ต๋อมมาพัฒนาเป็นต้นแบบการจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านเทคนิคการเจาะกรีดยางรักที่ต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะทาง เพื่อให้ได้ปริมาณน้ำยางที่เหมาะสมโดยไม่ทำลายเนื้อไม้
รวมถึงการเลือกช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในฤดูฝน ควบคู่กันนี้ ยังมีการนำนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาใช้ในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะเครื่องเหวี่ยงแยกน้ำออกจากยางรัก เพื่อให้ได้น้ำยางเข้มข้นคุณภาพสูงตามมาตรฐาน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสม
โดย SACIT ได้สนับสนุนช่องทางการตลาดผ่านการนำผลิตภัณฑ์เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายในงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” ซึ่งจะจัดขึ้น ณ วันที่ 22–26 เม.ย.2569 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ เพื่อเชื่อมโยงต้นน้ำสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม
ผศ.ดร.อนุชา กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ในมิติของการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาว SACIT จะเดินหน้าทำหน้าที่นักปั้นระบบ โดยบูรณาการความร่วมมือกับ ธ.ก.ส. เพื่อผลักดันต้นรักจากวัตถุดิบต้นทาง สู่การเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันทางธุรกิจ เปิดประตูสู่การเข้าถึงแหล่งทุน และยกระดับคุณค่าทรัพยากรให้เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
โดยได้ปักหมุดพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และสุโขทัย รวมทั้งเตรียมผลักดันงานเครื่องรัก สู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติร่วมกับ UNESCO เพื่อเพิ่มมูลค่าเชิงวัฒนธรรมควบคู่กับมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับภาพลักษณ์หัตถศิลป์ไทยในเวทีโลก
นายพิศุทธิ์ ลักษวุธ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าโครงการอนุรักษ์ต้นรักและการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นในการใช้ประโยชน์จากยางรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า อำเภออมก๋อยนับเป็น 1 ใน 5 แหล่งผลิตน้ำยางรักคุณภาพสูงของประเทศ โดยมีมูลค่าสูงไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 1,500 บาท แต่จากข้อมูลวิจัย พบว่า แม้จะมีต้นรักขนาดใหญ่จำนวนมาก แต่กลับมีไม้หนุ่มที่สามารถให้ผลผลิตได้อย่างเหมาะสมในสัดส่วนที่จำกัด อันเป็นผลจากปัญหาไฟป่าและข้อจำกัดด้านการขยายพันธุ์ ซึ่งต้องอาศัยการเพาะเมล็ดและการดูแลอย่างใกล้ชิด
โดยกรมป่าไม้จะผลักดันการใช้พระราชบัญญัติป่าชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่ผ่านระบบการศึกษาและการทำงานร่วมกับศาสนสถานในพื้นที่
นายอุทัย พิมพ์ไกร รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนบน ธ.ก.ส. กล่าวว่า ต้นรักไม่ได้มีคุณค่าเพียงเชิงวัฒนธรรม แต่ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยจัดอยู่ในกลุ่มพืชที่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด อาทิ การปลูกในพื้นที่ ๆ มีเอกสารสิทธิ์ และการประเมินมูลค่าตามอายุของต้นไม้
ทั้งยังได้ร่วมผลักดันแนวคิดธนาคารต้นไม้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปลูกต้นรักในระดับชุมชน ตามแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ซึ่งไม่เพียงเป็นการสร้างมูลค่าในอนาคต แต่ยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างรายได้ในรูปแบบคาร์บอนเครดิตได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น





