ม.หอการค้าไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 ยังน่าห่วง หลังสภาพัฒน์หั่นจีดีพีเหลือ 0.2-1.4% ขณะที่ภาคท่องเที่ยวเริ่มสำลักพิษเศรษฐกิจโลก สั่งลดเป้าต่างชาติเหลือ 32-33 ล้านคน ด้าน "ธนวรรธน์" ระบุต้องรอความชัดเจนเดือน มิ.ย. เพื่อปรับประมาณการรอบใหม่ หลังรอประเมินผลกระทบจากแบงก์ชาติและคลังในช่วงปลาย พ.ค. นี้
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และ ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงกรณีที่สภาพัฒน์ ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ 2% เหลือ 0.2-1.4% รับสถานการณ์ในตะวันออกกลางตรึงเครียด ว่า หากใช้ค่าเฉลี่ยแบบระมัดระวัง เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจเติบโตได้เพียง 0.8% ทั้งนี้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่นิ่ง
โดยประเมิน 3 ฉากทัศน์ โดยมองค่ากลาง GDP ไว้ที่ 2% โดยแบ่งเป็น
กรณีที่สงครามยืดเยื้อ 1 เดือน ประเมิน GDP อยู่ที่ 1.6%
กรณีที่สงครามยืดเยื้อ 1-3 เดือน ประเมิน GDP อยู่ที่ 1-1.5%
กรณีที่สงครามยืดเยื้อบานปลาย 6 เดือนขึ้นไป ประเมิน GDP อยู่ที่ 0% ถึงติดลบ
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า หากสถานการณ์สงครามไม่ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนมากนัก และเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มคลายตัวในช่วงกลางไตรมาส 3 ประกอบกับเงื่อนไขว่ารัฐบาลจะใช้นโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งถ้าใช้งบประมาณใกล้เคียงครั้งที่แล้ว 40,000 ล้านบาท และใช้สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000 ล้านบาท
ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 น่าจะเติบโตอยู่ที่ 1-1.5% แต่หากสถานการณ์พลิกผันไปจากเดิม สงครามยืดเยื้อบานปลายมากขึ้น และราคาน้ำมันแพงขึ้น ก็จะมีการวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่อีกครั้ง
โดยขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ชัดเจน แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณ เรือสินค้าชะลอการขนส่ง บางส่วนแล้ว ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
โดยมีการปรับลดเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ จากเดิม 36-38 ล้านคน เหลือประมาณ 32-33 ล้านคน หรือหายไปราว 5 ล้านคน ซึ่งการปรับลดดังกล่าวสะท้อนภาพรวมว่า เศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัญญาณซบเซา ซึ่งนอกจากจะกระทบภาคการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีแนวโน้มส่งผลต่อ ภาคการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า เบื้องต้นยังคงประเมินผลกระทบในกรอบ 1-3 เดือนแรก เพื่อรอติดตามทิศทางสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่แนวโน้ม อัตราเงินเฟ้อปีนี้ยังคงคาดไว้ที่ประมาณ 3% บวกลบเล็กน้อย แต่ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม โดยเฉพาะข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในเดือนเม.ย .และปลายเดือนพ.ค. จะเริ่มเห็นตัวเลขเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย และ กระทรวงการคลัง ซึ่งจะช่วยสะท้อนผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจไทยได้ครบถ้วนมากขึ้น
โดยทางม.หอการค้าไทยจะนำข้อมูลดังกล่าวมาทบทวนและ ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจอีกครั้งในเดือนมิ.ย. เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและมีความชัดเจนมากขึ้น





