วันนี้ (9 เม.ย. 2569) ม.ล. ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ตอบคำถามการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ถึงมาตรการรับมือเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและผู้ถือหุ้น จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคาน้ำมันโลก อาทิ
1. ประเมินสถานการณ์ไม่ประมาทแม้ประกาศหยุดยิง แม้ในระยะสั้นจะมีข่าวดีเรื่องการประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และเมื่อวันที่ 8 เม.ย. ที่ผ่านมา แต่ในความเป็นจริงสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูงและยากที่จะคาดเดา ซึ่งที่ผ่านมาความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันในเดือนมีนาคมพุ่งสูงกว่าปกติอย่างมาก ทำให้ OR ต้องดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบและบริหารจัดการด้านการจัดหาปริมาณน้ำมันให้เพียงพออย่างต่อเนื่อง
2. ยุทธศาสตร์เพิ่ม Buffer สำรองน้ำมัน เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลน OR ได้ปรับแผนบริหารจัดการสต็อกน้ำมัน (Inventory Level) ใหม่ทั้งหมด โดยฟื้นฟู Working Research ในช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อที่พุ่งสูงทำให้น้ำมันสำรองส่วนปฏิบัติการ (Working Research) บางช่วงลดลงเหลือเพียงราว 2 วัน จากปกติ 7 วัน จึงต้องเร่งบริหารจัดการเพื่อรับมือ
3. เร่ง Logistics บูรณาการร่วมกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย OR ได้จัดทำแผนซัพพลายและโลจิสติกส์แบบบูรณาการร่วมกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. เพื่อบริหารจัดการน้ำมันจากทุกแหล่ง โดยเน้นการเร่งกระจายน้ำมันไปยังคลังภูมิภาคให้เร็วและมากที่สุด เพื่อลดระยะเวลาในการขนส่งไปยังสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะช่วยให้สถานีบริการสามารถ Lift น้ำมันจากคลังใกล้บ้านได้ทันทีแทนการรอรถขนส่งจากส่วนกลางหรือพื้นที่ศรีราชา
"จะปรับแผนให้สถานีบริการน้ำมันจากคลังภูมิภาคได้โดยตรง ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าการขนส่งจากพื้นที่ศรีราชา เพื่อให้มั่นใจว่าสถานีบริการจะไม่ขาดแคลนน้ำมันเกิน 12-24 ชั่วโมง แม้ในช่วงดีมานด์พุ่งสูง"
4. ผนึกกำลังภาครัฐ ดูแลรถสาธารณะ นอกจากการดูแลสถานีบริการน้ำมันแล้ว OR ยังได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อวางแผนจัดสรรน้ำมันให้เพียงพอสำหรับรถบริการสาธารณะ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนที่ต้องเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนจะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน
5. ยันฐานะการเงินแกร่ง แม้กองทุนน้ำมันค้างจ่าย ในด้านผลกระทบทางการเงิน OR ยอมรับว่าราคาต้นทุนที่สูงขึ้นส่งผลให้ค่าการตลาด (Marketing Margin) อ่อนตัวลง และแม้ภาครัฐจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยชดเชย แต่ปัจจุบันยังมีความล่าช้าในการจ่ายเงินชดเชยคืนให้ OR เนื่องจากข้อจำกัดด้านสถานะรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ม.ล. ปีกทอง กล่าวยืนยันว่า OR ยังมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งเพียงพอในการรองรับสถานการณ์ และขอให้ผู้ถือหุ้นมั่นใจได้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของบริษัท
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ OR ได้ปฏิบัติงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงมานานกว่า 1 เดือน เพื่อเฝ้าระวังและรับมือสถานการณ์ความผันผวนนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สถานีบริการทุกแห่งมีน้ำมันจำหน่ายให้ประชาชนได้อย่างทั่วถึง
"แม้กระแสเงินสดจะได้รับผลกระทบบ้างจากการที่กองทุนน้ำมันฯ ยังไม่สามารถจ่ายเงินชดเชยคืนให้ OR ได้เต็มจำนวนเนื่องจากสถานะรัฐบาลรักษาการในช่วงก่อนหน้า แต่ยืนยันว่า OR ยังมีกระแสเงินสดที่เพียงพอต่อการรองรับสถานการณ์ได้ ขอให้ผู้ถือหุ้นไม่ต้องเป็นห่วง"
ทั้งนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพผ่านระบบดิจิทัล (Digital Blueprint) เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และการยุติธุรกิจที่ไม่เป็นไปตามแผนในปีที่ผ่านมา ยิ่งส่งผลให้ตัวเลข EBITDA ในปี 2566 ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 2,691 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15% ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า OR พร้อมสำหรับการเติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของโลก





