คลังเตือนการจัดเก็ยรายได้รัฐบาลในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2569 เผชิญความเสี่ยงสูงจากวิกฤติพลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ปิดประตูลดภาษีน้ำมันหวั่นซ้ำเติมเสถียรภาพการคลัง
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาพรวมสถานะการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ (ต.ค.2568-ก.พ.2569) รัฐบาลยังสามารถจัดเก็บรายได้รวมได้ตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ได้มีการประเมินแนวโน้มการจัดเก็บรายได้ตั้งแต่เดือนที่ 6 เป็นต้นไปว่าสถานการณ์จะทวีความยากลำบากและมีความท้าทายมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งปีหลังที่จะต้องเข้าสู่ฤดูกาลจัดเก็บภาษีนิติบุคคล ซึ่งตัวเลขภาษีในส่วนนี้จะเป็นการสะท้อนภาพรวมผลประกอบการของภาคธุรกิจและสภาพเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่เข้ามากระทบต่อความสามารถในการจัดเก็บรายได้ คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้เกิดวิกฤติราคาพลังงานโลก ซึ่งกระทรวงการคลังประเมินว่าวิกฤติครั้งนี้ได้ก้าวข้ามฉากทัศน์แรกที่คาดว่าจะจบลงใน 1 เดือนไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ฉากทัศน์ที่สถานการณ์อาจยืดเยื้อ 3-4 เดือน หรืออาจจะยาวนานกว่านั้น
“ภายใต้ภาวะวิกฤติที่เข้ามากระทบต่อเศรษฐกิจเช่นนี้ การจัดเก็บภาษีให้ได้ตามเป้าหมายถือเป็นงานที่ยากลำบากและเหน็ดเหนื่อยมากสำหรับหน่วยงานจัดเก็บรายได้ทุกกรม”
ด้วยแนวโน้มการจัดเก็บรายได้ที่ส่อแววตึงตัว กระทรวงการคลังจึงต้องระมัดระวังการดำเนินนโยบายที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง โดยเฉพาะข้อเรียกร้องที่ต้องการให้รัฐบาลปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อเยียวยาประชาชน
นายลวรณ ย้ำว่ารัฐบาลยังคงเลือกใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการอุดหนุนราคาเป็นหลัก เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูงกว่า ในขณะที่การลดภาษีสรรพสามิตจะทำให้รายได้ของรัฐหดหายไปถึงครึ่งหนึ่งทันที โดยได้เน้นย้ำว่า เมื่อเกิดวิกฤติพลังงานขึ้นแล้ว ก็ต้องระมัดระวังอย่าให้ลุกลามจนเกิดวิกฤติการคลังขึ้นมาอีก
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุผลการจัดเก็บรายได้สุทธิช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 69 (ต.ค. 68 – ก.พ. 69) รัฐบาลเก็บรายได้รวม 1.04 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเพียง 1,280 ล้านบาท แม้จะเติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 44,442 ล้านบาท หรือ 4.5%
แต่ปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขยังเป็นบวกมาจากรายการพิเศษ เช่น เงินส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตร รายได้เหลื่อมปีจากรัฐวิสาหกิจ และการปรับเพิ่มภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซลขึ้น 1 บาทต่อลิตรที่ช่วยหนุนรายได้กรมสรรพสามิต
เมื่อพิจารณารายหน่วยงานพบว่า กรมสรรพากรจัดเก็บได้ 813,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% จากปีก่อนและสูงกว่าเป้าหมาย 960 ล้านบาท ด้านกรมสรรพสามิตจัดเก็บได้ 234,053 ล้านบาท พุ่งขึ้น 8.3% สูงกว่าเป้าหมาย 4,623 ล้านบาท ขณะที่กรมศุลกากรจัดเก็บได้ 47,166 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.3%
สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีนั้น รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้ 89,068 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายถึง 8,674 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งคืนภาษีนิติบุคคลเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้เอกชน ทำให้มีการคืนภาษีสูงกว่าประมาณการถึง 21,505 ล้านบาท หรือ 13% ซึ่งส่งผลให้รายได้สุทธิภาพรวมปริ่มขอบเป้าหมายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ทั้งนี้ สถานการณ์ความตึงตัวทางการคลังนี้ทำให้การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อพยุงค่าครองชีพเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น เนื่องจากฐานรายได้ที่เปราะบาง
ข้อมูลจากแบบจำลองของกรมสรรพสามิตชี้ชัดว่า หากรัฐบาลตัดสินใจลดภาษีน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลลง 1 บาทต่อลิตร รัฐจะสูญเสียรายได้ทันที 2,800 ล้านบาทต่อเดือน หากลด 3 บาทต่อลิตร รายได้จะหายไป 8,400 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดถึง 5 บาทต่อลิตรตามเกณฑ์ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะกระทบฐานภาษีสูงถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน
ซึ่งหากมีการลดภาษีดีเซลเพียงอย่างเดียวในอัตรา 7 บาทต่อลิตร ผลกระทบต่อรายได้จะรุนแรงถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือนเช่นกัน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่กระทรวงการคลังไม่ต้องการแบกรับในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน





