รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีกำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภาระหว่าง 10-11 เม.ย.2569 และจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันทีเมื่อแถลงนโยบายเสร็จ โดยจะเป็นการประชุมหลังจากรัฐบาลมีอำนาจเต็ม
สำหรับการประชุม ครม.นัดพิเศษเพื่อผลักดันนโยบาย และมาตรการในการแก้ไขวิกฤติพลังงานที่เกิดจากการสู้รบระหว่างสหรัฐ อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งมีหลายวาระที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่รอให้ ครม.อนุมัติ
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอ ครม.วันที่ 11 เม.ย.2569 ขออนุมัติงบประมาณจากงบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน และจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2569 วงเงินรวม 2,900 ล้านบาท เพื่อเดินหน้ามาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือประชาชนบรรเทาภาระครองชีพจากวิกฤติพลังงานในระยะแรก ประกอบไปด้วย
1.งบประมาณเติมเงินเพิ่มให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,300 ล้านบาท จำนวน 13.4 ล้านคน รายละ 100 บาท ซึ่งคาดว่าจะโอนเงินเข้าบัตรได้เร็วที่สุดภายในวันที่ 13 เม.ย.2569 เพื่อให้ทันใช้จ่ายช่วงสงกรานต์โดยมีระยะเวลาใช้จ่ายได้ 30 วัน
2.งบประมาณช่วยเหลือภาคขนส่ง และโลจิสติกส์ 1,600 ล้านบาท ตามที่กระทรวงคมนาคมรายงานจะครอบคลุมทั้งรถบรรทุก 360,000 ราย รถโดยสารสาธารณะเกือบ 30,000 ราย รวมถึงรถตู้ แท็กซี่ และวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
สำหรับมาตรการเยียวยาระยะต่อไปจะรอความชัดเจนหลังรัฐบาลแถลงนโยบายแล้ว โดยกระทรวงการคลังจะเสนอแพ็กเกจมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพชุดใหม่ภายใต้ชื่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งจะบูรณาการครั้งสำคัญระหว่างโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมารวมไว้เป็นเรื่องเดียวกัน
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะยกระดับการเชื่อมโยงระบบกลุ่มร้านค้า โดยผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมมีข้อจำกัดการใช้จ่ายได้เฉพาะกลุ่มร้านธงฟ้า แต่ต่อไปจะปลดล็อกให้นำวงเงินสวัสดิการดังกล่าวไปใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อย SME หรือร้านสตรีทฟู้ดที่ร่วมโครงการคนละครึ่ง ซึ่งช่วยกระจายรายได้ลงเศรษฐกิจฐานราก
“ระบบมีความพร้อม และประชาชนจะได้ใช้งานภายในเดือนพ.ค.นี้ ส่วนวงเงินสนับสนุน และจำนวนผู้ได้รับสิทธิจะรอรัฐบาลตัดสินใจ ซึ่งขึ้นกับความสามารถสำนักงบประมาณในการจัดหาแหล่งเงินมารองรับ"
“คนละครึ่งพลัส” ลุ้นเกิน 20 ล้านคน
สำหรับ “คนละครึ่งพลัส” คาดว่าเริ่มเร็วสุดในเดือนพ.ค.2569 หากงบประมาณพร้อม โดยตั้งเป้าขยายสิทธิให้ครอบคลุมมากกว่าครั้งที่ผ่านมา ที่ให้สิทธิ 20 ล้านคน โดยรายละเอียดของโครงการจะเริ่มมีความชัดเจนหลังนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
"กระทรวงการคลังเตรียมตุ๊กตาให้รัฐบาลตัดสินใจ หากรัฐบาลหาแหล่งเงินรองรับได้อาจขยายผู้ได้รับสิทธิคนละครึ่งได้มากกว่าเฟสที่ผ่านมา”
ส่วนกระแสข่าวที่จะแจกถึง 50 ล้านคน ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้เมื่อพิจารณาจากจำนวนประชากรที่หักลบกลุ่มเด็ก และกลุ่มเปราะบางออกไปแล้ว โดยวงเงินช่วยเหลือจะขึ้นกับการจัดสรรงบประมาณของสำนักงบประมาณ
เตรียมออกซอฟต์โลน 1 หมื่นล้านช่วย SME
นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME โดยธนาคารออมสินได้เตรียมวงเงินซอฟต์โลนเอาไว้ที่ 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายย่อยทั้งซัพพลายเชน ซึ่งรายละเอียดทางธนาคารออมสินจะกำหนดออกมาให้รับทราบ
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า ธนาคารออมสิน ยืนยันความพร้อมในการจัดสรรวงเงิน เพื่อเข้าไปดูแล SME ตลอดจนผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างกำหนดหลักเกณฑ์ เช่น คุณสมบัติของผู้มีสิทธิกู้ยืม เงื่อนไขระยะเวลาการจ่ายเงินคืน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน
ออก พ.ร.ก.ค้ำเงินกู้กองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล้าน
สำหรับการค้ำประกันเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันมีสถานะวันที่ 5 เม.ย.2569 ติดลบ 53,226 ล้านบาท คาดว่าจะเสนอ ครม.อนุมัติ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง วงเงิน 150,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ส่วนประเด็นการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน นายลวรณ กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมข้อมูลเสนอให้รัฐบาลพิจารณา โดยระบุชัดว่าขณะนี้ยังไม่มีแนวคิดใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เนื่องจากกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรับภาระชดเชยมีความยืดหยุ่น และเหมาะสมกว่าการลดภาษี
ทั้งนี้ การลดภาษีสรรพสามิตลง 1 บาท ไม่ช่วยบรรเทาภาระได้มากนักเมื่อเทียบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่แบกรับภาระชดเชยขณะนี้ 15-16 บาท พร้อมทั้งเน้นย้ำว่ารัฐบาลต้องระมัดระวังการจัดเก็บรายได้ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤติพลังงานบานปลายเป็นวิกฤติการคลัง
งบปี 70 ไม่ล่าช้าใช้ได้ตามกำหนด
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า วันที่ 11 เม.ย.2569 สำนักงบประมาณจะเสนอปฏิทินการจัดทำ งบประมาณปี 2570 เข้าสู่ที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ เพื่อให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ไม่ล่าช้าและเริ่มใช้ทันวันที่ 1 ต.ค.2569 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของปีงบประมาณ
ส่วนประเด็นความคืบหน้าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 นายภราดร กล่าวว่า เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2569 เมื่อเสนอปฏิทินงบประมาณต่อ ครม.จะกำหนดกรอบให้หน่วยราชการเสนอคำของบประมาณจะเป็นช่วงเดือน พ.ค.2569
ทั้งนี้ คำของบประมาณต้องส่งถึงสำนักงบประมาณภายในกำหนด เพื่อเข้าสู่การคัดกรอง โดยขั้นตอนนี้อาจล่าช้าได้ 15 -20 วัน แต่ต้องเสร็จให้ทันประกาศใช้วันที่ 1 ต.ค.2569
รวมทั้งนายกรัฐมนตรีกำชับว่าภายใต้สถานการณ์ในปัจจุบัน หน่วยงานราชการจะต้องจัดทำงบประมาณให้เข้ากับสถานการณ์ให้มากที่สุด สิ่งใดที่ไม่จำเป็นหรือสามารถรอไว้ได้ให้ชะลอโครงการไว้ก่อน
“นายกฯ สั่งการให้วางเป้าหมายชัดเจนว่าการตั้งงบประมาณปี 2570 ทำเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้พี่น้องประชาชนหรือพูดง่ายๆ ว่าช่วยประชาชนก่อน” นายภราดร กล่าว
สำหรับ โครงการคนละครึ่งพลัส นายภราดร กล่าวว่า ได้รับโจทย์จากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้มีการหารืองบประมาณ โดยรัฐบาลจะมีโครงการไทยช่วยไทยเพื่อช่วยค่าครองชีพประชาชนอีกด้วย
ขณะที่ส่วนรายละเอียดในเรื่องงบประมาณ และการดำเนินการ และจำนวนประชาชนที่จะได้สิทธิ อยู่ในช่วงกระทรวงการคลังออกแบบ ซึ่งต้องหารือกับทุกหน่วยงาน เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน ส่วนจำนวนจะได้ 20 ล้านสิทธิเท่าเดิมหรือไม่ ยังช่วงออกแบบโครงสร้าง ทั้งเรื่องจำนวนผู้รับผลประโยชน์ และวงเงิน ยืนยันว่าเฟสแรกจะดำเนินการเร็วที่สุด
นายกฯ สั่งชัดเจนตัดงบ ไม่จำเป็น
นายภราดร ตอบคำถามประเด็นงบกลางจะเพียงพอช่วยเหลือประชาชนหรือไม่ ว่า กำลังหารือการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ กับนายเอกนิติ ว่าจะดำเนินการได้เมื่อไหร่ แต่คาดว่าเป็นภายในเดือนมิ.ย.2569
ส่วนประเด็นการโอนงบประมาณจะเพียงพอหรือไม่ และจำเป็นต้องกู้เงินมาดำเนินโครงการหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า น่าจะพอเพราะนายกรัฐมนตรีให้นโยบายชัดเจนสำหรับหน่วยงานราชการที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้หรือไม่เร่งด่วนให้ชะลอไว้ และนำงบประมาณมาช่วยเหลือประชาชนเป็นเป้าหมายแรก
ตั้งทีมดูแลปัญหาพลาสติกขาดแคลน
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การหารือแนวทางบริหารจัดการเม็ดพลาสติกที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน โดยจะตั้งคณะทำงานร่วมกันหลายหน่วยงานทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะเชิญภาคอุตสาหกรรมมาร่วมพิจารณาด้วย
ทั้งนี้ สถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้เม็ดพลาสติกในไทยเป็นสินค้าหายากขึ้น ซึ่งเม็ดพลาสติกเป็นต้นทุนหรือเป็นวัตถุดิบการผลิต ผลิตภัณฑ์พลาสติกทั้งเวชภัณฑ์หรือถุงพลาสติกที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
“วันนี้กลายเป็นของหายาก จะแก้ไขปัญหาอย่างไร วันนี้ต้นทุนมาแพงขนาดไหน ใครมีเก็บสต๊อกอยู่เท่าไร และไปขายในราคาเท่าไร จึงทำให้ราคาสินค้าในตลาดเพิ่มมากขึ้น”
นายวราวุธ กล่าวว่า มีการพิจารณาประเด็นไทยมีขยะพลาสติก 2.7 ล้านตัน และจากจำนวนดังกล่าวนำกลับมารีไซเคิลเพียง 25% ซึ่งถึงเวลาที่ทุกคนต้องหันมาให้ความสำคัญกับการรีไซเคิล โดยเมื่อรีไซเคิลถูกวิธีจะทำให้เม็ดพลาสติกไม่ขาดแคลน ซึ่งภาคอุตสาหกรรมจะมีวัตถุดิบผลิตสินค้าที่ต้นทุนไม่แพง ทำให้ไม่ต้องขายสินค้าราคาแพงขึ้น และทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีความเข้มแข็ง และยั่งยืนขึ้น
“แต่ต้องอาศัยแรงทุกคนเพราะการรีไซเคิลเป็นหัวใจสำคัญของการลดต้นทุนของวัตถุดิบใหม่ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ต้นทุนที่แพงขึ้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลางนั้น ทำให้ทุกอย่างกระทบกันไปหมด”
นายวราวุธ กล่าวว่า วันนี้เป็นเวลาที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง จากนี้ไปคณะทำงานร่วมกันที่ตั้งขึ้นของหลายหน่วยงานจะเริ่มพูดคุยกับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และหาวิธีที่จะทำให้ค่าครองชีพ และราคาสินค้านั้น ต้องไม่ขึ้นราคา
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





