วันพุธ ที่ 8 เมษายน 2569

Login
Login

‘บัญชีกลาง’ ไฟเขียวอุ้มคู่สัญญารัฐ ฝ่าต้นทุนพุ่งเซ่นสงครามตะวันออกกลาง

‘บัญชีกลาง’ ไฟเขียวอุ้มคู่สัญญารัฐ ฝ่าต้นทุนพุ่งเซ่นสงครามตะวันออกกลาง

กรมบัญชีกลาง รับลูก ครม. งัดมาตรการช่วยเหลือผู้รับเหมาและคู่สัญญาภาครัฐทั่วประเทศ ฝ่าวิกฤตต้นทุนพุ่งจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง ไฟเขียวงดขึ้นบัญชีดำ เปิดช่องตีความเหตุสุดวิสัยขอยกเลิกสัญญา-งดค่าปรับ พร้อมย้ำต้องมีหลักฐานราคาวัสดุพุ่งชัดเจนสกัดการฉวยโอกาส

วันที่ 8 เม.ย.2569 รายงานข่าวระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่บานปลายได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และยังส่งกระทบต่อเนื่องมายังต้นทุนการผลิต วัสดุก่อสร้าง งานบริการ และค่าครองชีพของประชาชนในประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 ล่าสุด นางแพตริเชีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงการคลัง ได้ลงนามในหนังสือเวียนด่วนที่สุดเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ กำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการและคู่สัญญาของหน่วยงานรัฐ โดยอ้างอิงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2569 เพื่อให้หน่วยงานของรัฐทั่วประเทศมีแนวทางดำเนินงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และเกิดความเป็นธรรมแก่คู่สัญญาในสภาวะวิกฤต

สำหรับมาตรการช่วยเหลือแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ยังไม่ได้ลงนามในสัญญา กรณีที่หน่วยงานรัฐได้ผู้ชนะการเสนอราคาและกำหนดให้มาลงนามตั้งแต่ช่วงวันที่ 28 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป แต่ผู้ชนะแจ้งเป็นหนังสือว่าไม่สามารถเข้าทำสัญญาได้จากผลกระทบของวิกฤตดังกล่าว ภาครัฐจะถือว่ามีเหตุผลอันสมควรและงดเว้นการพิจารณาให้เป็นผู้ทิ้งงาน (Blacklist)

โดยสิทธินี้ยังครอบคลุมไปถึงผู้เสนอราคาต่ำรายถัดไปตามลำดับไม่เกิน 3 รายแรก พร้อมทั้งให้หน่วยงานรัฐเร่งดำเนินการคืนหลักประกันการเสนอราคาแก่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย

กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ลงนามในสัญญาแล้ว ภาครัฐเปิดช่องให้ตีความผลกระทบนี้เป็นเหตุสุดวิสัย โดยหากลงนามก่อนวันที่ 28 ก.พ. 2569 แล้วยังไม่เริ่มงาน หรือเริ่มงานแล้วแต่ต้องสะดุดลง ภาครัฐจะยกเว้นระเบียบที่บังคับให้ต้องแจ้งเหตุภายใน 15 วัน เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่มีกำหนดสิ้นสุดที่ชัดเจน

ทั้งนี้ คู่สัญญาสามารถขอดำเนินการงด ลดค่าปรับ ขยายเวลาทำงาน หรือเจรจาขอหยุดดำเนินงานไว้ชั่วคราวได้ แต่หากเป็นกรณีที่เพิ่งลงนามตั้งแต่ 28 ก.พ. 2569 เป็นต้นไปและยังไม่เริ่มงาน ให้อยู่ในดุลพินิจของหน่วยงานรัฐที่จะตกลงเลิกสัญญากับคู่สัญญา พร้อมคืนหลักประกันหลังเรียกคืนเงินเบิกจ่ายล่วงหน้าครบถ้วนแล้ว

กลุ่มที่ 3 กลุ่มงานซื้อหรืองานจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง เช่น การจ้างจัดกิจกรรมสัมมนา ดูงาน หรือนิทรรศการ หากพบว่าต้นทุนวัสดุ ครุภัณฑ์พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนขอบเขตงาน สามารถใช้ดุลพินิจแก้ไขสัญญาหรือข้อตกลงได้ตามระเบียบและมติ ครม. ที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ กรมบัญชีกลางได้ขีดเส้นเงื่อนไขสำคัญว่า การให้ความช่วยเหลือทุกกรณี คู่สัญญาจะต้องมีเอกสารหลักฐานชี้แจงข้อเท็จจริงที่หนักแน่น อาทิ หลักฐานการยกเลิกสายการผลิต หลักฐานแสดงราคาต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นจริง หรือการขาดแคลนวัตถุดิบจนไม่สามารถทำงานตามสัญญาได้ เพื่อให้การใช้มาตรการเยียวยาเป็นไปอย่างรัดกุม โปร่งใส และรักษาผลประโยชน์สูงสุดของภาครัฐ