สุริยะ ชู “เกษตรนวัตกรรม” ดัน 5 นโยบายหลัก ยกระดับเทคโนโลยี-รายได้-น้ำยั่งยืน พร้อมมาตรการด่วนนำเข้าปุ๋ยรัสเซีย 2 ล้านตัน ปราบกักตุน และพักหนี้
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางเข้าสักการะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระพรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยถือถือฤกษ์ในเวลา 09.00 น. เข้าสักการะห้องพระพิรุณ 130 สักการะศาลพระภูมิชัยมงคล สักการะศาลท้าวเวสสุวรรณ สักการะศาลดา-ยาย สักการะองค์พระพิรุณทรงนาค และสักการะองค์พระพิรุณทรงนาค
จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงาน “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” มุงขับเคลื่อนผ่านการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เน้นการทำงานเชิงรุก ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นลง เร่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการทำงานให้มีความคล่องตัวมากขึ้น พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีนโยบายหลักที่จะเร่งผลักดัน 5 ด้าน คือ
1) ยกระดับการผลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบดั่งเดิม มาเป็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้น โดยผลักดันการใช้ Bie Data ร่วมกับเทคโลยีดิิจิทัล และ AI มาบริหารจัดการการผลิตแบบแม่นยำ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อหน่วย และเพิ่มคุณภาพมาตรฐานให้สูงขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีผู้ให้บริการทางการเกษตร หรือ Agiculture Service Provider ในระดับชุมชน เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตรและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างทั่วถึง ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม
2) เพิ่มรายได้เกษตรกร จากการทำให้เกษตรกรมีผลตอบแทนจากการลงทุนและสินทรัพย์สูงขึ้น และมีความมั่นคงในอาชีพผ่านการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) และสร้างโอกาสการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรมูลค่าสูงให้กับสินค้าเกษตร
ไทย นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ต้องเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรปรับตัวเข้ากับกติกาการค้าโลกใหม่ ๆ ทั้งเรื่องมาตรฐานสุขอนามัยพืช สุขอนามัยสัตว์ มาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตร อาหารและโภชนาการ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างตลาดและขยายโอกาสในการแข่งขัน
3) พัฒนาศักยภาพเกษตรกร ต้องสร้างทักษะสมัยใหม่ องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ผ่านหลักสูตร Reskill และ Upsill ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรทุกระดับ ตั้งแต่องค์ความรู้วิทยาศาสตร์พืช ปศุสัตว์ ประมง การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ การจัดการบัญชีและรายได้ใต้ในครัวเรือน พร้อมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์หรือวิสาหกิจชมชน เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ทั้งการซื้อปัจจัยการผลิตและการจำหน่ายผลผลิต ไปจนถึงการยกระดับเกษตรกรที่มีศักยภาพให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร และสามารถบริหารและกำกับดูแลหน่วยผลิตที่ดี
4) ตลาดนำการผลิต ต้องปรับโครงสร้างผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อให้ผลผลิตขายได้จริง ได้ราคาที่สะท้อนคุณภาพ และลดความเสี่ยงด้านอัตรากำไรสุทธิที่ลดน้อยลง โดยมีข้อมูลตลอดห่วงโช่อุปทาน ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การคัดแยก การแปรรูป และข้อกำหนดมาตรฐานบรรจุภัณฑ์และสินค้า ไปจนถึงระบบขบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงหลักฐานอ้างอิงค้านโภชนาการและสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงผลผลิตจากหน้าฟาร์มไปสู่ผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ โดยจะสนับสนุนให้เกิด “ห่วงโซ่อุปทานมูลค่าเพิ่ม” ในพื้นที่
เช่น จุดรวบรวมสินค้ามาตรฐาน ระบบคัดเกรด ห้องเย็น การแปรรูป และโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การกระจายผลผลิตจากหน้าฟาร์มถึงผู้ซื้อโดยเร็ว และตรวจสอบได้ ตลอดจนพัฒนาระบบเตือนภัยสถานการณ์บิดเบือนกลไกตลาด เพื่อบริหารจัดการสินค้า
เกษตรได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งเร่งปราบปรามการสวมสิทธิ์และการบิดเบือนมาตรฐาน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ซื้อความเป็นธรรมในตลาดในระยะยาว
และ 5) บริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืน โดยจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำในระดับภูมิภาคให้เหมาะสมกับความต้องการใช้น้ำที่แตกต่างกันในแต่ละลุ่มน้ำทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อรองรับภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งที่มีความรุนแรงมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการเติมน้ำในเขื่อนหลัก แหล่งกักเก็บน้ำในชุมชน ไร่นา ไปจนถึงระบบกระจายน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรอย่างทั่วถึง รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำทั้งในระบบชลประทานและครัวเรือนเกษตรกร การจัดการข้อมูลน้ำแม่นยำ ตลอดจนพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำอัจฉริยะ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตและปรับแผนการผลิตได้อย่างทันท่วงที สามารถลดความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และสร้างความมั่นใจ ว่าพี่น้องเกษตรกรจะมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร ได้แก่ 1) มาตรการเพื่อรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง อาทิ การปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยและส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช การแก้ไขปัญหาน้ำมันเฉพาะรถขนส่งสินค้าเกษตร และใช้กลไก “ทูตเกษตร” หาตลาดกระจายสินค้าทดแทน เป็นต้น
“ในช่วงสงกรานต์นี้จะเร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยจากรัสเซีย ลดปัญหาการขาดแคลน ควบคู่กับการพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ โดนการเจรจากับประเทศรัสเซีย ไทยต้องการปุ๋ยอีก 2 ล้านตัน เพื่อให้ที่เพียงพอต่อความต้องการในฤดูกาลเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง และแก้ปัญหาการกักตุนปุ๋ยที่มีอยู่ในขณะนี้ คาดว่า มาตรการดังกล่าวจะสามารถแก้ปัญหาการกักตุนปุ๋ยที่มีอยู่ ”
ด้านราคาปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้นในขณะนี้ หลังจากตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการกักตุน และในขณะนี้ทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้วว่ามีเครือข่ายไหนที่กักตุน ซึ่งจะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเอาผิด และดำเนินคดีเชื่อว่า ทั้ง 2 แนวทางทั้งเจรจานำเข้าและปราบปรามผู้กักตุนจะช่วยทำให้ เสนอสถานการณ์ขาดแคลนปุ๋ยและราคาเข้าสู่สภาวะปกติ
ส่วนเรื่องปัญหาราคาน้ำมันภาคการเกษตรเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรี และกระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการขับเคลื่อน ในส่วนปัญหา เรื่องนี้มันภาคการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะสรุปข้อมูลปัญหาทั้งหมดเพื่อ ใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาโดยรวมให้กับเกษตรกรต่อไป นอกจากนี้มาตรการแก้หนี้เกษตรกรที่พรรคเพื่อไทยได้เคยหาเสียงไว้ ซึ่งเป็นนโยบายเหรียญทองที่จะมีการพักหนี้ให้กับเกษตรกรนาน 3 ปีนั้น เบื้องต้นจะมีการหารือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ กำหนดแนวทางร่วมกันต่อไป
2) บริหารจัดการสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ อาทิ การเร่งแก้ไขจุดคอขวดในการกระจายผลไม้ พร้อมทั้งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Digital Traceability) การยกระดับสหกรณ์การเกษตร และส่งเสริมให้ส่วนราชการและโรงเรียน จัดซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรโดยตรงจากเกษตรกรและสหกรณ์ 3) บริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและประชาชน โดยการพัฒนาระบบการจัดการน้ำสมัยใหม่ เพื่อการติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ และเร่งรัดการก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต
4) บริหารจัดการดินและที่ดิน อาทิ ดำเนินการเรื่องการมอบสิทธิทำกินในที่ดินเกษตรกรรมให้เกษตรกร และเพิ่มพื้นที่เกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) เป็นต้น 5) สร้าง Smart Farmer รุ่นใหม่ โดยการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพเกษตรกร และพัฒนาแพลตฟอร์มเรียนรู้ Agri-Tech ที่ใช้งานได้ง่ายและนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
และ 6) แก้ปัญหา PM 2.5 โดยการส่งเสริมการแปรรูปวัสดุเกษตรเหลือใช้เป็นพลังงาน ส่งเสริมการใช้ Carbon Credit และพัฒนาศักยภาพของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 เป็นต้น ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้ง War Room ใน 6 เรื่องเร่งด่วนดังกล่าว เพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยทุกหน่วยงานจะต้องรายงานผลอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญต้องเห็นผลที่เป็นรูปธรรม
นายสุริยะ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ เพราะหากพี่น้องเกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันที่ดี ก็จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ แต่วันนี้ต้องยอมรับว่าภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยและความท้าทายต่าง ๆ ที่มีความซับซ้อนและคาดการณ์ได้ยาก
อีกทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมถึงกฎกติกาทางการค้าโลกใหม่ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ล้วนส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย ทำให้บทบาทสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องร่วมกันปรับกระบวนทัศน์ในการพัฒนาภาคเกษตรครั้งสำคัญ เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
พร้อมขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่เกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของเกษตรกรในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสืบสานโครงการพระราชดำริเพื่อสร้างรากฐานความเข้มแข็งให้แก่พี่น้องเกษตรกร อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำงานในเชิงรุก บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง และยึดผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นเป้าหมายสูงสุด เพื่อเพิ่มโอกาสของเกษตรกรและภาคเกษตรของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
นายสุริยะ ย้ำว่า ทั้ง 3 รัฐมนตรีให้ความสำคัญต่อการดำเนินนโยบายอย่างจริงจัง เพราะภาคเกษตรเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ยอมรับ ปัจจุบันภาคเกษตรกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ซึ่งการทำงานของตน ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะปรับบวนทัพเกษตรกรให้มีความพร้อม ทั้งศักยภาพและพื้นที่การเกษตรที่มีความพร้อมต่อภาคการผลิต





