สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างรุนแรง รวมทั้งทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาดีเซลที่สูงเกินลิตรละ 50 บาท
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรับภาระอย่างหนักจากช่วงเริ่มต้นสงครามยังมีสถานะบวก 2,459 ล้านบาท ณ วันที่ 1 มี.ค.2569 แต่ล่าสุดสถานะวันที่ 5 เม.ย.2569 ติดลบ 53,226 ล้านบาท
รัฐบาลจึงหาแนวทางที่จะให้โรงกลั่นเข้ามาร่วมดูแลราคาน้ำมัน หลังจากค่าการกลั่นวันที่ 7 เม.ย.2569 อยู่ที่ลิตรละ 17.49 บาท เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นสงครามวันที่ 2 มี.ค.2569 อยู่ที่ลิตรละ 2.28 บาท
รัฐบาลได้หารือโรงกลั่นหลายรอบเพื่อให้ภาคเอกชนร่วมแก้ปัญหาทั้งการผลิต การจำหน่ายและราคาน้ำมันขายปลีก โดยปัจจุบันไทยมีโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง คือ
1.บริษัท ไทยออยล์ จํากัด (มหาชน) กำลังการผลิตวันละ 275,000 บาร์เรล คิดเป็นสัดส่วน 22% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ
2.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กำลังการผลิตวันละ 280,000 บาร์เรล คิดเป็นสัดส่วน 23% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ
3.บริษัทไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กำลังการผลิตวันละ 215,000 บาร์เรล คิดเป็นสัดส่วน 17% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ
4.บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กำลังการผลิตวันละ 120,000 บาร์เรล คิดเป็นสัดส่วน 10% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ
5.บริษัท บางจาก ศรีราชาจำกัด (มหาชน) กำลังการผลิตวันละ 174,000 บาร์เรล คิดเป็นสัดส่วน 14% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ
6.บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนนิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC กำลังการผลิตวันละ 175,000 บาร์เรล คิดเป็นสัดส่วน 14% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ ซึ่งมี CHEVRON SOUTH ASIA HOLDINGS เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) รวมทั้งเชิญโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง มาหารือค่าการกลั่นเมื่อวันที่ 7 เม.ย.2569 แต่มีโรงกลั่นเพียงบางแห่งที่มาร่วมประชุม
นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า วาระเร่งด่วนตามนโยบายนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศปรับโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์มุ่งการบริหารจัดการกำไรโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนถึงผู้ประกอบการโรงกลั่น 6 แห่ง ต้องร่วมแบกรับสถานการณ์วิกฤติพลังงานโลก
สำหรับที่ประชุม กบง.มีมติสำคัญในเปลี่ยนกลไกการกำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น จากเดิมใช้อ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ 100% (Import Parity) มาเป็นระบบใหม่ Singapore Minus หรือการนำราคาสิงคโปร์มาหักส่วนลด (Discount) ก่อนขายเข้าระบบ
“ในยามวิกฤติไม่สามารถอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ได้ 100% ต้องมีกลไกพิเศษเพื่อบริหารจัดการราคาหน้าโรงกลั่นให้เหมาะสมกับต้นทุนจริง”
ลุ้น 9 เม.ย.ดีเซลหน้าปั๊มลดลง
นายเอกนัฏ กล่าวว่า การศึกษาพบว่าค่าการกลั่น (GRM) สูงขึ้นผิดปกติช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. โดยเฉลี่ยพุ่งถึงลิตรละ 7 บาท ขณะที่ต้นทุนส่วนเพิ่มจากการนำเข้าและค่าประกันภัยเพิ่มขึ้นเพียง 3 บาท ทำให้มีส่วนต่างที่โรงกลั่นลดลงได้
สำหรับมติ กบง.เห็นชอบลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นสำหรับกลุ่มดีเซล ได้แก่ B7 และ B20 ลงทันที 2 บาทต่อลิตร ซึ่งคาดว่าหากส่งผ่านไปราคาขายปลีกหน้าปั๊มจะทำให้ราคาลดลงถึง 2.14 บาทต่อลิตร เนื่องจากผลของภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงด้วย
ทั้งนี้ มติดังกล่าวจะมีผลทันทีหลังจากประกาศลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 8 เม.ย.2569 ซึ่งจะพิจารณาส่วนลดหน้าปั๊มเพิ่มในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) วันที่ 8 เม.ย.2569 เพื่อลดราคาดีเซลหน้าสถานีบริการน้ำมัน
สำหรับมาตรการดังกล่าวจะเริ่มจากการใช้ข้อมูลเดือน มี.ค.เป็นฐาน และจะทบทวนค่าการกลั่นทุก 1-2 สัปดาห์ และหากสถานการณ์ไม่คลี่คลายอาจเพิ่มส่วนลดจาก 2 บาท เป็น 3-5 บาท ตามความเหมาะสม โดยอาจพิจารณาทุก 3 สัปดาห์ เพื่อประกาศเปลี่ยนแปลงราคา
ลดใช้เงินอนาคตอุ้มกองทุนน้ำมันฯ
สำหรับเหตุผลสำคัญของการบีบกำไรโรงกลั่นครั้งนี้เพราะต้องการลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันติดลบ 50,000 ล้านบาท ซึ่งการนำเงินกองทุนเชื้อเพลิงมาอุดหนุนราคาเปรียบเสมือนการนำเงินผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า ซึ่งกลายเป็นหนี้สินที่ประชาชนต้องใช้คืนเมื่อราคาน้ำมันถูกลง
“วันนี้โรงกลั่นยังกำไรอยู่ การลด 2 บาท คือการลดกำไรส่วนเกิน ไม่ใช่การทำให้ขาดทุน แต่เป็นการขาดทุนกำไร เพื่อช่วยพยุงกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องแบกภาระชดเชยดีเซลวันละกว่า 1,000 ล้านบาท”
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานไม่ต้องการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาลดราคาอีกแล้ว จึงต้องลดจากค่าการกลั่นในอัตราที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและไม่ให้เป็นภาระประชาชนระยะยาว
งัด พ.ร.ก.ควบคุมราคา ขู่โรงกลั่นฝ่าฝืนมีโทษ
รวมทั้งการดำเนินการครั้งนี้ทำภายใต้อำนาจ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ซึ่งให้อำนาจ กบง.กำหนดราคาน้ำมัน โดยโรงกลั่นทุกแห่งในไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด และหากฝ่าฝืนมีโทษตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงโทษจำคุก
ขณะที่แนวทางขอเงินบริจาคจากเอกชนเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เช่นเดียวกับปี 2565 ซึ่งไทยรัฐอนาถาที่รอรับเงินบริจาคจากเอกชน โดยอยู่ที่ความรับผิดชอบต่อสังคมหากหน่วยงานนั้น ๆ ต้องการช่วยเหลือหรือส่งคืนเงินเข้ารัฐ
“นี่ไม่ใช่การขอรับเงินบริจาคแบบในอดีต แต่เป็นการใช้กลไกทางกฎหมายที่โปร่งใสและเป็นธรรมทุกฝ่าย จะไม่ปล่อยให้โรงกลั่นบางแห่งยอมช่วยแต่บางแห่งเพิกเฉย ทุกโรงกลั่นต้องเข้ามาตรฐานเดียวกัน แต่กระทรวงพลังงานยังเปิดช่องว่างให้ผู้ประกอบการมาหารือหากเจอปัญหาสภาพคล่องในการจัดซื้อน้ำมันดิบ”
เช็คสต็อกรายวัน-ยันเม.ย.มีน้ำมันพอใช้
นายเอกนัฏ กล่าวว่า จากการตรวจสอบล่าสุดพบปริมาณการสั่งซื้อน้ำมันดิบเดือน เม.ย.2569 ยืนยันการส่งมอบแล้ว 30 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ส่วนเดือน พ.ค.2569 มียอดการสั่งซื้อเบื้องต้น 18-20 ล้านบาร์เรล แม้ยังไม่ครอบคลุมทั้งเดือนแต่เป็นเรื่องปกติของการสั่งซื้อล่วงหน้าที่ต้องทยอยดำเนินการ
“ผมเช็คทุกวันว่าน้ำมันดิบที่สั่งซื้อมาเข้าตามกำหนดหรือไม่ แผนการนำเข้าเป็นอย่างไร สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดที่สุด คือ น้ำมันขาดแคลน ยืนยันว่าไทยได้เปรียบที่มีโรงกลั่นน้ำมันมีศักยภาพสูงกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปได้มากกว่าความต้องการใช้ในประเทศ”
ทั้งนี้ ปัจจุบันการค้าโลกซับซ้อนขึ้นจากการปรับเปลี่ยนมาตรการทางการค้าและการคว่ำบาตร เช่น กรณีน้ำมันจากรัสเซียหรืออิหร่าน ซึ่งส่งผลต่อการลอยเรือขนส่งน้ำมันในทะเล จึงได้หารือร่วมกระทรวงการต่างประเทศเพื่อใช้กลไกการทูตประสานงานและอำนวยความสะดวกให้นำน้ำมันดิบเข้ามาได้
เตือนห้ามเก็งกำไรช่วงสงกรานต์
สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้ความมั่นใจว่าน้ำมันจะมีเพียงพอต่อการใช้งาน พร้อมเตือนผู้ค้าที่อย่ากักตุนหรือเก็งกำไรช่วงเปลี่ยนผ่านกลไกราคาใหม่ เพราะกลไกใหม่จะทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นผันผวนและอาจสวนทางราคาสิงคโปร์
นอกจากการบีบราคาโรงกลั่นแล้ว รัฐบาลยังมีนโยบายส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตได้เองในประเทศ โดยเร่งขยายหัวจ่ายน้ำมัน B20 สำหรับรถบรรทุกบนถนนสายหลักทุก 100 กิโลเมตร ภายในวันที่ 20 เม.ย.2569 เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบและกระจายรายได้สู่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง
หวั่นโรงกลั่นขาดทุน หยุดเดินเครื่องผลิต
แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมโรงกลั่น กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หากภาครัฐเก็บผลกำไรช่วงราคาน้ำมันขาขึ้นต้องมีคำตอบชัดเจนว่า ในจังหวะราคาน้ำมันลงจนโรงกลั่นขาดทุนหนักแล้วภาครัฐจะนำเงินมาคืนให้หรือไม่
ดังนั้น เมื่อนำผลประกอบการมาประเมินรวมทั้งปี ประกอบกับช่วงปลายปีที่ราคาไหลลงเร็วและเศรษฐกิจไม่ดีส่งผลให้กำไรโรงกลั่นในปีนั้นต่ำกว่าปีปกติ โดยการบังคับใช้กฎหมายลักษณะต้องพิจารณารอบคอบสมเหตุสมผล และเป็นที่ยอมรับทุกฝ่ายรวมถึงผู้ถือหุ้น
“ที่ผ่านมาโรงกลั่นต้องแบกรับการขาดทุนเหมือนกัน เพิ่งมีกำไรช่วงสั้นนี้ ถ้าโรงกลั่นขาดทุนหรือไม่ไหว เกิดหยุดการกลั่นหรือชะลอลง จะเกิดความเสียหายมากกว่า เพราะช่วงนี้มีกระแสดราม่าราคาน้ำมันสูงขึ้นเลยเพ่งที่โรงกลั่น เพราะค่าการกลั่นเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า แต่การกักตุนและลักลอบส่งออกเป็นต้นเหตุสำคัญกว่า”
รัฐบาลปิดประตูเก็บภาษีลาภลอย
ก่อนหน้านี้มีข้อเสนอให้รัฐบาลเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากโรงกลั่นเพื่อนำมาเป็นรายได้ภาครัฐและลดราคาน้ำมันให้กับประชาชน
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเด็นนี้รัฐบาลยังไม่ได้หารือแต่เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเชิงโครงสร้างราคา เนื่องจากโรงกลั่นมีต้นทุนน้ำมันนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นเป็นไปตามกลไกราคาตลาดโลกที่สะท้อนความเสี่ยง ซึ่งหากราคาสูงขึ้นอาจดูเหมือนเป็นลาภลอย แต่หากราคาตกลงเร็วจะทำให้ผู้ประกอบการแบกรับภาระขาดทุนหรือความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
“ลาภลอยไม่มีอยู่จริงเพราะราคาที่เพิ่มขึ้นขณะนี้มาจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เพราะช่วงขาดทุนเป็นความเสี่ยงที่ต้องรับเช่นในกรณีของโรงกลั่นน้ำมัน” นายปกรณ์ กล่าว
ส่วนกรณีรัฐบาลจะขอความร่วมมือโรงกลั่นขอกำไรส่วนเกินมาบริจาคกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลขอความร่วมมือได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำได้ง่ายกว่า แต่ท้ายที่สุดแล้วต้องเข้าใจการทำธุรกิจของภาคเอกชนทั้งต้นทุน กำไร และความเสี่ยงที่เอกชนต้องรับจากการทำธุรกิจ
ส่วนการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง วงเงิน 150,000 ล้านบาท ต้องรอให้นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เรียบร้อยก่อนที่จะเสนอ ครม.เพราะเกี่ยวกับการกู้เงินและการค้ำประกันเงินกู้ของกระทรวงการคลัง





