วันพุธ ที่ 8 เมษายน 2569

Login
Login

รัฐบาล ‘อนุทิน2‘ บูม 3 เมกะโปรเจกต์ แลนด์บริดจ์-นิคมจะนะ - EEC

รัฐบาล ‘อนุทิน2‘ บูม 3 เมกะโปรเจกต์ แลนด์บริดจ์-นิคมจะนะ - EEC

การลงทุนโครงการเมกะโปรเจ็กต์เป็นโครงการสำคัญที่แต่ละรัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งแม้ยังเกิดสถานการณ์วิกฤติราคาน้ำมัน แต่รัฐบาล “อนุทิน 2” ยังให้ความสำคัญการขับเคลื่อนการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์หลายโครงการ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า รัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยขณะนี้มี 3 โครงการสำคัญที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อน ได้แก่ 

1.โครงการแลนด์บริดจ์ อยู่ในแผนที่จะขับเคลื่อนการลงทุนทันที โดยร่างกฎหมายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) พร้อมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณา เพื่อเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรตามขั้นตอน

ส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในแลนด์บริดจ์จะเปิดประมูลให้ลงทุนหลังการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.) ที่จะสรุปผลการศึกษาให้ครบถ้วนก่อนจะเปิดประมูล และคาดว่าเริ่มก่อสร้างปี 2571

  • บูม “จะนะ” พื้นที่ใหม่ดาต้าเซนเตอร์

2.โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ หรือโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต ซึ่งได้ศึกษาความเป็นไปได้ และศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดทำการประเมินผลกระทบในระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

สำหรับนิคมอุตสาหกรรมจะนะ สนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ รวมทั้งเหมาะสมเป็นที่ตั้งดาต้าเซนเตอร์ ซึ่งนักลงทุนกำลังมองหาพื้นที่เหมาะสมนอกเหนือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจัดสรรพื้นที่เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ได้

ทั้งนี้โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะมีเนื้อที่ 16,700 ไร่ อยู่ภายใต้โครงการเมืองต้นแบบ ‘สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน’ โดยอยู่พื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” 

รวมทั้งมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก มีผู้ลงทุนหลักเป็นบริษัทเอกชน ได้แก่ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) และบริษัทไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ซึ่งรัฐบาลอนุมัติโครงการตั้งแต่ปี 2562 เป็นผู้ดำเนินการหลัก

ขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ รับข้อเสนอเมื่อเดือน ธ.ค.2564 และให้ชะลอโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จนกว่าจะทำ SEA จากนั้นสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รับไปดำเนินการ โดยว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 และทำประชาคมกับคนในพื้นที่ครบถ้วน

 

  • ดัน Mixed-Use ในพื้นที่ EEC 

3.รัฐบาลมีเป้าหมายเดินหน้า EEC โดยผลักดันโครงการ Mixed-Use ขนาดใหญ่ตั้งเป้าสร้างเมืองใหม่ EEC ในรัศมี 30 กม.รอบสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งมีการสร้างสนามแข่งขันระดับโลก (Sport Complex) เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันระดับนานาชาติ ก่อนหน้านี้ได้หารือแผนกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ประกอบด้วย สนามแข่งขันกีฬาในร่มความจุ 30,000 ที่นั่ง สนามฟุตบอล 80,000 ที่นั่ง รวมถึงสระว่ายน้ำมาตรฐานโลก 

ทั้งนี้โครงการ Mixed-Use ตั้งเป้าดึงการลงทุนที่เป็นแม่เหล็กให้ EEC ซึ่งมีทั้งสวนสนุกขนาดใหญ่ เช่น ดิสนีย์แลนด์ที่ชวนนักลงทุนต่างประเทศมาลงทุน 

รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็นการสร้างพื้นที่ส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเอกชนเสนอแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ขณะที่รัฐบาลไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน แต่พร้อมดึงการลงทุนใหม่เข้าพื้นที่ EEC เพื่อให้น่าสนใจขึ้น

  • “คมนาคม”ชงเมกะโปรเจ็กต์ 3 แสนล้าน 

นอกจากนั้นยังมีเมกะโปรเจ็กต์ ที่กระทรวงคมนาคมผลักดันการลงทุน โดยรอเสนอ ครม.ชุดใหม่เห็นชอบ 13 โครงการ วงเงินรวม 3 แสนล้านบาท ประกอบด้วย

1.โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช-วงแหวนรอบนอก กทม.ด้านตะวันออก วงเงิน 13,665 ล้านบาท 

2.โครงการทางพิเศษ สายศรีนครินทร์-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงิน 20,811 ล้านบาท 

3.โครงการทางพิเศษ จ.ภูเก็ต ช่วงเ มืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ วงเงิน 46,751 ล้านบาท

4.โครงการพัฒนาทางแยกต่างระดับบางปะอิน (Junction) เชื่อมทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) กับถนนทางหลวงหมายเลข 32 วงเงิน 5,550 ล้านบาท 

5.โครงการพัฒนาทางแยกต่างระดับ (Junction) เชื่อมกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) หรือ M9 วงเงิน 4,101 ล้านบาท

6.โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายนครปฐม-ชะอำ (M8) ระยะที่ 1 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ วงเงิน 54,562 ล้านบาท

7.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี วงเงิน 29,099 ล้านบาท 

8.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ -สงขลา วงเงิน 64,578 ล้านบาท 

9.โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ วงเงิน 7,574 ล้านบาท 

10.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงิน 36,830 ล้านบาท

11.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 24,000 ล้านบาท 

12.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 วงเงิน 16,000 ล้านบาท 

13.โครงการก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) วงเงิน 13,829 ล้านบาท

  • ทล.ดันมอเตอร์เวย์ M8 

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยถึงแผนลงทุนของ ทล.ที่จะเสนอรัฐบาลชุดใหม่ว่า ทล.มีโครงการศึกษาพร้อมเสนอ ครม.ขออนุมัติลงทุน อาทิ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 8 หรือ M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ-ชะอำ ระยะที่ 1 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ ระยะทาง 61 กิโลเมตร วงเงิน 54,562 ล้านบาท

ทั้งนี้ ได้เสนอกระทรวงคมนาคมแล้ว แต่รอความเห็นจาก สศช.ที่มีข้อกังวลรูปแบบแหล่งเงินลงทุนและรูปแบบการดำเนินการ โดยเบื้องต้นหากได้ข้อสรุปจะเสนอ ครม.เห็นชอบภายในปี 2569 และเริ่มกระบวนการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ก่อนจะทยอยก่อสร้างปี 2571 รวมทั้งมีแผนแบ่งระยะการลงทุนเป็น 2 ส่วน คือ 

ระยะที่ 1 ช่วงนครปฐม-ตลาดจินดา ระยะทาง 11 กิโลเมตร วงเงิน 10,509 ล้านบาท ใช้งบประมาณจากกองทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง 

ระยะที่ 2 ช่วงตลาดจินดา-ปากท่อ ระยะทาง 50 กิโลเมตร วงเงิน 29,653 ล้านบาท ขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2571 ก่อนดำเนินการก่อสร้างปี 2571-2574 

ขณะที่งานระบบและการบำรุงรักษา (O&M) และที่พักริมทาง จะเริ่มดำเนินการปี 2573-2575 ภาพรวมจึงคาดว่าโครงการมอเตอร์เวย์สายนี้จะเสร็จพร้อมเปิดบริการทั้ง 2 ระยะ ภายในปี 2576

นอกจากนี้ จะเร่งโครงการวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ อำเภอเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระยะทาง 66.84 กิโลเมตร วงเงิน 45,305 ล้านบาท ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างแล้ว 7.18 กิโลเมตร จะเปิดบริการปี 2570 ส่วนระยะที่เหลือ 59.66 กิโลเมตร วงเงิน 41,927 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 25,865 ล้านบาท และค่าเวนคืน 18,062 ล้านบาท โดยเตรียมรายละเอียดโครงการเรียบร้อย

ทั้งนี้ จะดำเนินการไปพร้อมกับการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งได้เชิญผู้แทนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (MLIT) เข้าร่วมด้วย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 90 วัน ก่อนเสนอ ครม.ภายในปีนี้