การส่งเสริมการลงทุนถือเป็นนโยบายสำคัญของทุกรัฐบาลที่จะสร้างโอกาสการเติบโตให้กับเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับเพิ่มการจ้างงาน รวมทั้งโอกาสสำคัญในการได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่จะนำไปสู่การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยปัจจุบันการดึงดูดการลงทุนไม่เพียงแต่จะมีมาตการจูงใจทางภาษี แต่ยังมีการสร้างสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์ที่สนับสนุนการลงทุนด้วย
ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ 9-10 เม.ย.ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของรัฐบาลโดยในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อพาประเทศพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้กำหนดนโยบายในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนเชิงรุกและการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1.กำหนดเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยการเร่งปรับบทบาทของภาครัฐ และการเร่งเข้าการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและบริการของไทยสู่ระดับสากล และสร้างความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อุปทานโลก
2.การออกมาตรการดึงดูดให้บริษัทขนาดใหญ่ระดับโลก เข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ภูมิภาค โดยออกมาตรการจูงใจให้บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค (Regional Headquarters) ในประเทศไทย
3.ผลักดันนโยบายร่วมทุน (Joint Venture) โดยปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามา จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทไทย เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในประเทศ และเน้นการใช้ชิ้นส่วนหรือแรงงานในไทยเป็นหลัก
4.ผลักดันการทำ Super License โดยเร่งผลักดันกฎหมายอำนวยความสะดวกและบริการสาธารณะ เพื่อให้การอนุมัติอนุญาตทำได้รวดเร็วผ่านระบบเดียวภายใน 180 วัน พร้อมใช้กฎหมายชุด (Omnibus Law) แก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยภายใน 1 ปี โดยภาครัฐจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัด และระเบียบราชการที่ล่าช้า โดยสามารถสนับสนุนการลงทุนได้ทันทีโดยไม่ต้องพิจารณากฎหมายอื่น
5.ผลักดันการสร้างให้รัฐปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก โดยปรับบทบาทภาครัฐจาก "ผู้ควบคุม" เป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" (Facilitator) เพื่อลดขั้นตอนและต้นทุนของผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในประเทศไทย
6.รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปั้น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” และสร้างกลไกในการกำหนดทิศทางเทคโนโลยีโดยรัฐบาลประกาศผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่
1)อุตสาหกรรม ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและบุคลากรตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยตั้งเป้าเปลี่ยนผ่านจากผู้พึ่งพาเทคโนโลยีสู่ ผู้สร้างเทคโนโลยี (Deep Tech) ในภูมิภาค
2) อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด และ Net Zero โดยมีเป้าหมายที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยเปิด ตลาดไฟฟ้าเสรี (Direct PPA) และพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) พร้อมจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากล
3)อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (EV) โดยสนับสนุนการผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้รถยนต์ปล่อยมลพิษต่ำ
4)สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ โดยยกระดับด้วยการแพทย์มุ่งเป้า การใช้ AI และเทคโนโลยีการรักษาทางไกล รวมถึงสนับสนุนการลงทุนผลิตยาและเวชภัณฑ์ในประเทศ
5) เกษตรและอาหารมูลค่าสูง โดยตอกย้ำบทบาท “ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก” ด้วยการนำเกษตรแม่นยำ AI และเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
และ 7.สร้างกลไกการระดมทุนและนวัตกรรมทางการเงิน รัฐบาลจะสนับสนุนการเติบโตของการระดมทุนของภาคเอกชน โดยรัฐบาลจะเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนผ่าน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนรวมวายุภักษ์ เพื่อลดภาระงบประมาณและหนี้สาธารณะของประเทศ พร้อมยกระดับตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ เพื่อรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศ
ทั้งนี้นอกจากการส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนทางตรง (FDI) ที่จะเป็นเม็ดเงินใหม่ๆให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย รัฐบาลยังมีเป้าหมายในการผลักดันให้โครงการที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไว้แล้วหลายแสนล้านบาท แต่ยังไม่ได้ลงทุนจริงโดยรัฐบาลจะลงไปช่วยแก้ปัญหาและอำนวยความสะดวกให้สามารถลงทุนจริงผ่านกลไก “Thailand fast pass” เพื่อเร่งปลดล็อกอุปสรรคโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ค้างกว่า 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4.8 แสนล้านบาทให้มีการลงทุนจริงซึ่งจะสร้างโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้อีกมากในอนาคต





