วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

‘ทองคำ-เงิน’ ผันผวน ต้นทุนผลิตเหรียญพุ่ง ธนารักษ์สั่งปรับแผนปีหน้า

‘ทองคำ-เงิน’ ผันผวน ต้นทุนผลิตเหรียญพุ่ง ธนารักษ์สั่งปรับแผนปีหน้า

กรมธนารักษ์ กางแผนรับมือราคาโลหะมีค่าพุ่ง จากสงครามตะวันออกกลาง คาดกระทบต้นทุนผลิตเหรียญกษาปณ์ใน 1-2 ปี ข้างหน้า สั่งเร่งทบทวน เล็งจ้างต่างประเทศปั๊มเหรียญสำเร็จรูปเพื่อลดต้นทุน

นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาโลหะมีค่า ทั้งโลหะเงิน และโลหะทองคำมีความผันผวน และปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มว่าต้นทุนโลหะที่อยู่ในช่วงขาขึ้นคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของกองกษาปณ์ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า จึงได้มอบหมายให้กองกษาปณ์เร่งทบทวน และเตรียมแผนรับมือเรื่องต้นทุนการผลิตอย่างรัดกุม

เบื้องต้น กรมธนารักษ์ต้องปรับราคาจำหน่ายเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกชนิดทองคำ ราคาหน้าเหรียญ 30,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 99,999 บาท จากเดิมที่เคยจำหน่ายในราคาประมาณ 70,000 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้น 

ส่วนเหรียญเงินนั้นมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่กรมฯ ยังไม่ได้ปรับราคาหน้าเหรียญขึ้นมากนัก เนื่องจากไม่ได้มุ่งหวังกำไร และต้องการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่สมเหตุสมผล 

สำหรับกลุ่มเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน ชนิดเหรียญ 1, 2, 5 และ 10 บาทนั้น  ปัจจุบันกรมฯ ยังมีสต๊อกเหรียญเปล่าสำหรับใช้ผลิตอยู่จำนวนมาก ทั้งนี้ เมื่อประเมินต้นทุนของการผลิตเหรียญแต่ละชนิด พบว่า เหรียญ 5 บาท และ 10 บาท ยังคงต่ำกว่าราคาหน้าเหรียญอยู่เกือบ 50% จึงยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

ในขณะที่ต้นทุนของเหรียญ 1 บาท เมื่อรวมกับต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ของโรงกษาปณ์ ทั้งค่าแรง ค่าน้ำ และค่าไฟ ถือว่าอยู่ในระดับที่ปริ่มกับราคาหน้าเหรียญมาก อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้เหรียญ 1 บาท และ 2 บาท ในการจ่ายแลกของประชาชนลดน้อยลง จึงไม่เป็นปัญหามากนัก

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นในระยะยาว กรมธนารักษ์ กำลังศึกษาแนวทางการจ้างผลิตเหรียญสำเร็จรูปจากต่างประเทศ เนื่องจากต้นทุนการผลิตในประเทศสูงกว่า โดยอาจใช้รูปแบบการผสมผสาน ระหว่างการผลิตเองด้วยสต๊อกเหรียญเปล่าที่มีอยู่ เพื่อรักษาสมดุลต้นทุนคงที่ของโรงกษาปณ์ ควบคู่ไปกับการนำเข้าเหรียญสำเร็จรูป ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนโดยรวมถูกลง 

นายอัครุตม์ กล่าวว่า แม้ว่าพฤติกรรมของประชาชนในปัจจุบันจะให้ความสนใจ และปรับตัวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความต้องการจ่ายแลกเหรียญบางชนิด เช่น เหรียญ 1 บาท และ 2 บาท ลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้เหรียญกษาปณ์ในปัจจุบันกลับยังคงอยู่ในระดับที่สูง 

โดยปัจจัยสำคัญมาจากประชาชนอีกส่วนหนึ่ง และกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ตลอดจนธุรกิจตู้ให้บริการอัตโนมัติ (Vending Machine) ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ประชาชนบางส่วนยังมีความกังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในการทำธุรกรรมผ่านระบบสแกนจ่าย เนื่องจากระบบสามารถติดตามตำแหน่งการใช้งานได้ จึงทำให้คนกลุ่มนี้ยังคงเลือกใช้เงินสดอยู่ 

โดยเฉพาะเหรียญ 5 บาท และเหรียญ 10 บาท ที่ได้รับความสนใจ และถูกนำไปใช้หมุนเวียนในตลาดมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเพื่อนำไปใช้หยอดตู้ ทำให้กรมธนารักษ์มีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มกำลังการผลิตเหรียญ 10 บาท จากเดิมที่เคยผลิตเฉลี่ยปีละ 240 ล้านเหรียญ พุ่งสูงขึ้นเป็นประมาณ 300 ล้านเหรียญต่อปี เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนที่ยังคงสูงอยู่ในขณะนี้

ขณะที่เหรียญ 1 บาท ปัจจุบันผลิตอยู่ที่ประมาณ 600-620 ล้านเหรียญต่อปี และเหรียญ 5 บาท ผลิตประมาณ 100-200 ล้านเหรียญต่อปี ส่วนเหรียญสตางค์ (25 และ 50 สตางค์) ปัจจุบันแทบจะไม่มีการจ่ายแลก และไม่มีการผลิตเพิ่มแล้ว 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์