นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังพิธีเข้าปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โดยระบุว่า วันนี้ (7 เม.ย.) ตนเองพร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยทั้ง 3 คน พร้อมขับเคลื่อนงานร่วมกับหน่วยงานกระทรวงคมนาคม และบูรณาการกับทุกหน่วยงานตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
“วันนี้เป็นฤกษ์สะดวกในการเริ่มทำงานทันที พวกเราไม่ได้อยู่ในช่วงของการเสวยสุข แต่อยู่ในช่วงของการที่จะต้องเดินหน้าทำงานไปพร้อมกัน เรา 4 คนและหน่วยงานกระทรวงคมนาคม ต้องเดินหน้าทำงานตั้งแต่วินาทีนี้ ภายใต้วิกฤติของโลกใบที่ต้องรับมือ เพราะเวลานี้คนไทยหวังกับกระทรวงคมนาคม ต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาผลกระทบ ส่วนจะมีการแบ่งงานกำกับดูแลอย่างไรนั้น รอให้มีการแถลงนโยบายในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ก่อน”
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ จะไม่มีการขึ้นราคาค่าโดยสารระบบขนส่งมวลชนอย่างแน่นอน โดยกระทรวงฯ จะใช้เงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เข้ามาช่วยสนับสนุนและกระทรวงคมนาคมจะดูแลส่วนต่างที่เกิดขึ้น ส่วนหลังจากนั้นหากราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ จะต้องมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะปรับเพิ่มต่อกิโลเมตรเท่าใด และรัฐบาลจะเข้ามาช่วยเหลืออย่างไรภายใต้กรอบงบประมาณที่มี
ขณะที่นโยบายสำคัญของกระทรวงคมนาคมในยุคนี้ จะยังคงเดินหน้านโยบาย “เรือธง” คือการเร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพขนส่งสาธารณะ โดยในช่วงรัฐบาลอนุทิน 1 ได้เดินหน้าผลักดันพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 (พรบ.ราง) พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 (พรบ.ตั๋วร่วม) ซึ่งผ่านวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนการจัดทำกฎหมายลูก หากแล้วเสร็จก็จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศใช้กฎหมายทันที
โดยผลจากการผลักดัน พรบ.ราง และ พรบ.ตั๋วร่วมนั้น ทำให้สามารถปลดล็อกข้อจำกัดของการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเพื่อให้เชื่อมต่อกันอย่างสะดวก ยกเว้นค่าแรกเข้า โดยเฉพาะในส่วนของรถไฟฟ้าประชาชนจะได้รับความสะดวกจากการเดินทางเชื่อมต่อทุกระบบ ครอบคลุมไปยังรถเมล์ และเรือเมล์ ซึ่งจะทำให้ราคาค่าโดยสารทั้งระบบถูกลง เฉพาะในส่วนของรถไฟฟ้าก็จะมีการสานต่อนโยบาย “รถไฟฟ้า 40 บาท” แต่จะออกมาเป็นในรูปแบบจัดเก็บราคาจากการแบ่งพื้นที่หรือแบ่งช่วงเวลาเดินทางนั้นอยู่ระหว่างการศึกษา
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า การจัดทำอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าแบบตั๋วร่วม แน่นอนว่าต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชน เพื่อนำมาจัดทำแนวคิดบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) คือ การโอนย้ายรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายไปอยู่ภายใต้การดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อให้สามารถบริหารจัดการระบบร่วมกันได้ โดยสถานะปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชน
ด้านโครงการลงทุนในส่วนของกระทรวงคมนาคม ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมเสนอโครงการลงทุนที่บรรจุอยู่ในปีงบประมาณ 2570 เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ซึ่งประกอบด้วย โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร วงเงิน 30,422.53 ล้านบาท ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กิโลเมตร วงเงิน 66,270.51 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กิโลเมตร วงเงิน 7,772.90 ล้านบาท
นอกจากนี้ ต้องเร่งผลักดันโครงการลงทุนเรือธงของรัฐบาล โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน (แลนด์บริดจ์) มูลค่าการลงทุนกว่า 9.9 แสนล้านบาท เพราะเป็นนโยบายต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน และจากการศึกษาพบว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนแน่นอน โดยจะช่วยสร้างงานเป็นแสนอัตรา สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ประเทศ คุ้มค่ากับรองรับขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์ เพราะสถิติปัจจุบันพบว่าเรือกว่า 90% ที่ท่าเรือสิงคโปร์เป็นเรือถ่ายลำสินค้า ดังนั้นแลนด์บริดจ์จะเข้ามาตอบโจทย์เรื่องนี้
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ปัญหาการแก้ไขสัญญารถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ขอยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขสัญญา เนื่องจากโครงการนี้มีการลงนามสัญญาไปเรียบร้อยแล้ว หากแก้ไขจะเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องจากผู้ประมูลรายอื่น ซึ่งผู้ยื่นข้อเสนอรายที่ 2 ได้มีการกระซิบมาว่าถ้าแก้ไขสัญญาก็จะมีการฟ้องร้อง ดังนั้นเมื่อโครงการมีการประมูลไปแล้วก็ต้องเดินหน้าตามสัญญา
ส่วนปัญหาผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ขณะนี้รัฐบาลจะเน้นวิธีเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ จูงใจให้คนเข้ามาใช้บริการ และลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งจะมีผลทำให้ไฮสปีดเทรนมีผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น โดยภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบาย และมีการตั้งประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ก็จะมีการประชุมและเดินหน้าโครงการส่วนของการก่อสร้างศูนย์ความบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ไม่มีการกาสิโน รวมไปถึงการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในโครงการสวนสนุกระดับโลกทั้งดิสนีย์แลนด์หรือสวนสนุกอื่นๆ





