เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่โครงการแรกของไทยที่มีกฎหมายรองรับการดำเนินการ แต่ที่ผ่านมามีหลายส่วนที่ล่าช้า โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม รวมถึงสิทธิประโยชน์การลงทุนตาม พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECo เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” โดยระบุว่าขณะนี้ สกพอ.เตรียมความพร้อมเสนอแผนงานต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ภายใต้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เพื่อเร่งขับเคลื่อนการลงทุนใน EEC
สำหรับสถานะปัจจุบันมีหลายแผนงานยังที่ค้าง อาทิ การพิจารณาสิทธิประโยชน์แก่นักลงทุน การเสนอแผนพัฒนาเมืองใหม่ รวมถึงการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา)
ส่วนการพิจารณาสิทธิประโยชน์นักลงทุน ก่อนหน้านี้ สกพอ.ศึกษาข้อกำหนดพิจารณาสิทธิประโยชน์สูงสุดกับกิจการที่เกิดประโยชน์กับการพัฒนาประเทศมากที่สุด โดยอาจเป็นการลงทุนที่ส่งเสริม 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย การแพทย์ ดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) และภาคบริการ
นอกจากนี้มีปัจจัยพิจารณา 4 มิติที่จะเกิดประโยชน์ต่อไทย ประกอบด้วย
1.ด้านยุทธศาสตร์ ต้องพัฒนาต้องบุกเบิกกิจการในอุตสาหกรรมไทย ก่อให้เกิดความสำคัญของกิจการต่อห่วงโซ่อุปทาน และห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเป้าหมาย
2.ด้านเศรษฐกิจ ต้องมีแผนการลงทุน กำหนดเวลาเริ่มประกอบกิจการชัดเจน รวมทั้งเกิดมูลค่าการลงทุนจริงในพื้นที่ มีเทคโนโลยีและแผนถ่ายทอดองค์ความรู้
3.ด้านสิ่งแวดล้อม ต้องก่อให้เกิดความยั่งยืนของการดำเนินกิจการ สร้างการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
4.ด้านสังคม ต้องสร้างมีส่วนร่วมพัฒนาและสนับสนุนชุมชนในพื้นที่ ซึ่งหากกิจการที่ยื่นขอรับสิทธิประโยชย์เข้าข่ายข้อกำหนดเหล่านี้มากที่สุดจะได้รับการพิจารณาสิทธิประโยชน์สูงสุด
“เมืองใหม่” แม่เหล็กดึงการลงทุน
ขณะที่แผนพัฒนาเมืองใหม่สกพอ.จะดำเนินการภายใต้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) ภายใต้แนวคิด Smart & Sustainable “LIVE-WORK-PLAY” City เพื่อยกระดับภาคตะวันออกเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก ครอบคลุมพื้นที่ 15,000 ไร่ มุ่งเป็น World-Class Entertainment & Leisure Hub
สำหรับการพัฒนาจะมีโครงการสำคัญอย่างสวนสนุกชั้นนำของโลกและสปอร์ตคอมเพล็กซ์ โดยพื้นที่ตั้งห่างจากสถานีรถไฟความเร็วสูง 10 กิโลเมตร และห่างจากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา 15 กิโลเมตร
ส่วนโครงการเมืองใหม่ สกพอ.เตรียมเสนอขออนุมัติสิทธิประโยชน์เฉพาะตัวและโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดยจะเสนอ กพอ.สร้างเมืองต้นแบบทันสมัย
ทั้งนี้ แผนลงทุนสวนสนุกระดับโลกดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) เตรียมจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์บริหารดิสนีย์แลนด์ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ มาศึกษาโมเดลที่เหมาะสม ทั้งรูปแบบการลงทุนจะเป็นการร่วมทุนหรือไทยลงทุนทั้งหมด รวมถึงการเจรจากับดิสนีย์แลนด์ถึงเงื่อนไขที่จะเกิดประโยชน์สูงสุด โดยคาดว่าการศึกษาจะใช้เวลา 2-3 เดือน
ปีแห่งการเริ่ม “นับหนึ่ง” เมกะโปรเจกต์
นายจุฬา กล่าวว่า โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมปี 2569เป็นปีแห่งการเริ่ม “นับหนึ่ง”หลังจากที่ผ่านมาติดหล่ม“ปีศูนย์”มานาน 5-6 ปี โดยโครงการที่หนักใจและซับซ้อนสุด คือ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เพราะมีการแก้ไขสัญญา และที่ตั้งสถานีบางแห่ง แต่มีสัญญาณที่ภาคเอกชนคู่สัญญายืนยันเจตจำนงชัดเจนดำเนินการต่อ ซึ่งจะรายงาน กพอ.เร่งหาข้อยุติเพื่อเริ่มการก่อสร้าง
ส่วนโครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 ออกใบแจ้งเริ่มดำเนินงาน (NTP) ให้บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) และขั้นตอนถัดไปเป็นการนำรายละเอียดสิทธิประโยชน์เมืองการบินเสนอ กพอ.และ ครม.กำหนดสิทธิประโยชน์ให้เอกชนคู่สัญญา เพื่อนำไปจูงใจการลงทุนในเมืองการบิน
ขณะที่โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ขณะนี้ UTA กำลังหารือบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เกี่ยวกับการใช้พื้นที่พัฒนา MRO เนื่องจาก UTA ขอให้การบินไทยขยับจุดติดตั้งศูนย์ซ่อม แต่การบินไทยยืนยันจุดเดิมเพราะความสะดวกการเข้าถึงรันเวย์
ทั้งนี้ หากสุดท้ายแล้วการเจรจาแลกเปลี่ยนพื้นที่ไม่ได้ข้อยุติ สกพอ.จะยึดแผนงานเดิม เพื่อไม่ให้โครงการภาพรวมต้องล่าช้ากว่านี้ และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2569
นักลงทุนมองหาความคุ้มค่า
นายจุฬา กล่าวว่า สกพอ.มั่นใจ ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นผลักดันการลงทุนใน EEC ให้เป็นรูปธรรม โดยจะคงเป็นตัวเอกของการพัฒนาโมเดลเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่เห็นผลจับต้องได้แล้ว
ขณะที่โครงการแลนด์บริดจ์เป็นแผนงานอนาคตที่ใช้เวลาอีกระยะจึงเกิดขึ้นจริง ประกอบกับมีจุดแข็งที่ไม่มีใครเลียน EEC ได้ง่าย คือ ห่วงโซ่อุปทานที่สะสมมานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ยุคอีสเทิร์นซีบอร์ด
“นักลงทุนทั่วโลกเวลาเขาจะลงเงิน เขาไม่ได้มองแค่ว่าเรามีที่ดินว่างไหม แต่มองไปถึงระบบนิเวศการผลิต แรงงานฝีมือ และซัพพลายเออร์ที่รองรับธุรกิจเขา ซึ่งอีอีซีมีคำตอบให้ครบ การจะไปเริ่มที่ใหม่ก็เหมือนต้องย้อนกลับไปเริ่มนับหนึ่งเหมือนที่แหลมฉบังในเมื่อก่อน ดังนั้นอีอีซีจึงเป็นรากฐานที่เชื่อว่ารัฐบาลไหนก็ต้องสานต่อ”
ขณะที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และช่วงเศรษฐกิจขาลง แต่ สกพอ.เชื่อว่านักลงทุนมองหาความคุ้มค่าการลงทุน ซึ่งการลงทุนใน EEC นอกจากมีสิทธิประโยชน์และขณะนี้เร่งออกกฎหมายลูกเพื่อลดขั้นตอนการดำเนินงานให้รวดเร็ว เพื่อให้นักลงทุนเริ่มโครงการลงทุนทันทีแบบ Fast Track ไม่ต้องรออนุมัติซ้ำซ้อน จึงเชื่อว่าจะเป็นอีกแรงจูงใจประกอบการตัดสินใจลงทุน
ส่วนการแข่งขันกับเขตเศรษฐกิจพิเศษในอาเซียนที่ขณะนี้ขึ้นหลายแห่งต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ถ้าเป็นอุตสาหกรรมเน้นแรงงานและผลิตเน้นปริมาณ ไทยยังสู้เวียดนามได้ยากด้วยต้นทุนแรงงานที่สูงกว่า แต่ยุทธศาสตร์ EEC เน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่เน้นมูลค่าสูง แต่ไม่ต้องผลิตจำนวนมาก รวมถึงการเจาะกลุ่มตลาด เช่น กลุ่มทุนตะวันออกกลางที่ส่งสัญญาณสนใจลงทุน





