วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน 2569

Login
Login

เจาะลึกเทคโนโลยี “Burn Scar”: อาวุธลับจับโกหกการเผา สั่นสะเทือนห่วงโซ่เกษตร-ธุรกิจส่งออกไทย

เจาะลึกเทคโนโลยี “Burn Scar”: อาวุธลับจับโกหกการเผา สั่นสะเทือนห่วงโซ่เกษตร-ธุรกิจส่งออกไทย

เมื่อ “จุดความร้อน” หรือ Hotspot ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อีกต่อไป นักวิชาการและภาคเอกชน นำโดย CPF จึงหันมาใช้เทคโนโลยี “Burn Scar” (รอยเผาไหม้) เพื่อตรวจจับการเผาย้อนหลังได้แม่นยำระดับพิกเซล

วิกฤตฝุ่นพิษและการล้มเหลวของมาตรการ “ห้ามเผา”

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยกลายเป็นมหากาพย์ที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี แม้ภาครัฐจะพยายามประกาศมาตรการ “ห้ามเผา” ในช่วงเวลาวิกฤต แต่จากข้อมูลการทอดเทปการสนทนาของเหล่าผู้เชี่ยวชาญพบว่า มาตรการดังกล่าวอาจเป็นดาบสองคมที่ทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น ปรากฏการณ์ “เผาหนีประกาศ” กลายเป็นกลยุทธ์ที่เกษตรกรใช้เพื่อเอาตัวรอดก่อนที่คำสั่งห้ามจะมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ปริมาณฝุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น

เจาะลึกเทคโนโลยี “Burn Scar”: อาวุธลับจับโกหกการเผา สั่นสะเทือนห่วงโซ่เกษตร-ธุรกิจส่งออกไทย

ผศ. พันโท ดร.สรวิศ สุภเวชย์  ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  กล่าวว่า ข้อมูล Hotspot ที่ใช้กันมานานมีข้อจำกัดมหาศาล เพราะดาวเทียมจะตรวจจับได้เฉพาะช่วงที่เกิดความร้อนสูงขณะโคจรผ่านวันละ 2 ครั้งเท่านั้น หากเกษตรกรเลือกเผาในช่วงเวลาที่ดาวเทียมไม่ได้บินผ่าน หรือเผาในแปลงขนาดเล็กกว่า 90 ไร่ (พิกเซลของดาวเทียมปกติ) ข้อมูลเหล่านี้ก็จะหลุดรอดการตรวจจับไปได้ทันที

จาก “Hotspot” สู่ “Burn Scar”: เทคโนโลยีนิรันดร์ที่ไม่เคยโกหก

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้คือเทคโนโลยี “Burn Scar” หรือการตรวจจับรอยไหม้จากการทิ้งคาร์บอนดำ (Black Carbon) ไว้บนพื้นผิวโลก ต่างจาก Hotspot ที่ต้องดูตอนไฟกำลังลุก แต่ Burn Scar คือการดู “แผลเป็น” ที่ทิ้งไว้หลังการเผา ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่ามาก

เจาะลึกเทคโนโลยี “Burn Scar”: อาวุธลับจับโกหกการเผา สั่นสะเทือนห่วงโซ่เกษตร-ธุรกิจส่งออกไทย

ความละเอียดที่เหนือกว่า: ขณะที่ดาวเทียม Hotspot ทั่วไปมีพิกเซลกว้างถึง 375 เมตร (ประมาณ 90 ไร่) แต่เทคโนโลยี Burn Scar ที่ถูกนำมาใช้นี้มีความละเอียดระดับ 10 เมตร ซึ่งเล็กพอที่จะเห็นการเผาในแปลงเกษตรขนาดเล็กเพียงไม่กี่ไร่ของบ้านเราได้ชัดเจนย้อนหลังได้ทุกเมื่อ: รอยไหม้เหล่านี้จะคงอยู่บนพื้นดินเป็นเวลาตั้งแต่ 5 วันไปจนถึงหนึ่งเดือน ทำให้ดาวเทียมสามารถโคจรกลับมาเก็บข้อมูลย้อนหลังได้ แม้ในวันที่ท้องฟ้ามีเมฆมากหรือเกษตรกรแอบเผาตอนกลางคืนหลักฐานมัดตัว: ระบบสามารถดึงภาพภาพถ่ายดาวเทียมแบบสีจริง (True Color) มาเปรียบเทียบก่อนและหลังการเผา (Before & After) เห็นชัดจากสีเขียวเปลี่ยนเป็นสีดำปื้น ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยากจะปฏิเสธ

โมเดล CPF: เมื่อยักษ์ใหญ่เกษตรใช้ “ดาต้า” คุมเข้มคู่ค้า

เชิดชาย ศรีวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านภูมิสารสนเทศ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในภาคธุรกิจ CPF ได้นำเทคโนโลยี Burn Scar มาใช้อย่างเต็มรูปแบบในห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีมาตรการที่รุนแรงคือ “เผาแล้วแบน” หากตรวจพบว่าแปลงเกษตรใดมีการเผา ระบบ AI จะแจ้งเตือนและมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบซ้ำเพื่อยืนยันหลักฐาน หากผิดจริงจะระงับการรับซื้อผลผลิตเป็นเวลา 1 ปี

เจาะลึกเทคโนโลยี “Burn Scar”: อาวุธลับจับโกหกการเผา สั่นสะเทือนห่วงโซ่เกษตร-ธุรกิจส่งออกไทย

บริษัทต้องลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) และการประมวลผลที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลักแสนบาทต่อเดือน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลมีความแม่นยำเกือบ 100% เพราะส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อบอกช่วงเวลาที่ควรปลูกและราคาขาย เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเผาสู่ความยั่งยืน

“กับดักต้นทุน 500 บาท” ทำไมเกษตรกรยังต้องจุดไฟ?

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมองว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือ “ต้นทุนเชิงโครงสร้าง” เกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินเพียง 5-10 ไร่ หากต้องจ้างรถไถเพื่อกำจัดตอซังหรือเศษวัสดุทางการเกษตร จะมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 400-500 บาทต่อไร่ ในขณะที่ “ไม้ขีดไฟก้านเดียว” มีต้นทุนเกือบเป็นศูนย์

“ถ้าไม่เผาคือขาดทุน แล้วเขาจะอยู่ยังไง?” นี่คือคำถามสะท้อนใจจากที่ประชุม ข้อมูลยังระบุอีกว่าพืชที่น่ากังวลที่สุดคือ “ข้าว” เนื่องจากพื้นที่ปลูกมหาศาลกว่า 60 ล้านไร่ และส่วนใหญ่เป็นการทำนาที่กำไรน้อยจนไม่สามารถแบกรับค่าจัดการเศษวัสดุได้ ขณะที่ “อ้อย” แม้จะมีการเผาเยอะแต่ระบบโรงงานเริ่มมีแรงจูงใจทางการเงินให้ตัดอ้อยสดมากกว่าอ้อยไฟไหม้ ทำให้สถานการณ์ดูดีขึ้นกว่าพืชชนิดอื่น

ความย้อนแย้งของรัฐ: รายงานว่าลด แต่ดาวเทียมบอกว่าเพิ่ม?

ประเด็นที่น่าสนใจและ “Out of record” ที่สุดในบทสนทนา คือความขัดแย้งของข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและข้อเท็จจริงจากดาวเทียม มีการเปิดเผยว่า บางหน่วยงานพยายามรายงานว่าปริมาณการเผาลดลงเพื่อตอบโจทย์ KPI แต่เมื่อใช้เทคโนโลยี Burn Scar ตรวจสอบย้อนหลังกลับพบว่าปริมาณการเผาจริงไม่ได้ลดลงเลย หรือในบางกรณีมีการนับข้อมูล Hotspot เพียงดวงเดียวเพื่อให้ตัวเลขดูน้อยลง

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่อง “พื้นที่ทับซ้อน” โดยเฉพาะการทำเกษตรบนพื้นที่สูงซึ่งตามกฎหมายคือเขตป่า ทำให้หน่วยงานรัฐมักโยนความรับผิดชอบกันไปมา หรือรายงานยอดรวมว่าเป็นการ “เผาป่า” ทั้งที่เป็น “เกษตรพื้นที่สูง” ส่งผลให้การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

เจาะลึกเทคโนโลยี “Burn Scar”: อาวุธลับจับโกหกการเผา สั่นสะเทือนห่วงโซ่เกษตร-ธุรกิจส่งออกไทย

มาตรการโลก EUDR: เมื่อกำแพงภาษีบีบให้ไทยต้องเปลี่ยน

ในอนาคตอันใกล้ มาตรฐานการค้าระดับโลกอย่าง EUDR (European Union Deforestation Regulation) ของยุโรป จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญ ยุโรปจะใช้ดาวเทียมของตนเองตรวจสอบว่าสินค้าที่ส่งไปขาย (เช่น ยางพารา อ้อย หรืออาหารสัตว์) มาจากการบุกรุกป่าหรือการทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่

หากไทยไม่มีระบบข้อมูลดิจิทัลที่น่าเชื่อถือไปยืนยัน สินค้าเกษตรไทยอาจถูกแบนจากตลาดโลกทันที “เราจะรอให้ถึง 100% ซึ่งมันไม่มีทางเกิดขึ้น หรือเราจะเริ่มใช้ข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้เพื่อวางกระบวนการควบคุม?” คือคำถามสำคัญที่นักวิชาการฝากถึงรัฐบาล

บทสรุป: ทางออกที่มากกว่าการลงโทษ

ทางออกที่ยั่งยืนซึ่งถูกเสนอในวงเสวนาคือการใช้ “กลไกเศรษฐศาสตร์” แทนการใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว

ระบบ Incentive: รัฐควรให้เงินอุดหนุนเกษตรกรโดยตรง แต่ต้องแลกกับการพิสูจน์ด้วยดาวเทียมว่า “ไม่มีการเผา” ในแปลงนั้นๆ ตลอดฤดูกาลคาร์บอนเครดิต: การเปลี่ยนเศษวัสดุเป็น “ไบโอชาร์” (Biochar) เพื่อกักเก็บคาร์บอนในดิน ซึ่งสามารถสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรได้มหาศาลหากมีการรับรองตามมาตรฐานสากลการบูรณาการข้อมูล: รัฐต้องยอมรับข้อมูล Burn Scar เป็นมาตรฐานกลาง ไม่ใช่ยึดติดอยู่กับระเบียบเก่าที่บีบให้ใช้แต่ข้อมูลจากแหล่งเดียวที่ล่าช้าและไม่ละเอียดพอ

เทคโนโลยี Burn Scar ไม่ได้มีไว้เพื่อเป็นตำรวจจับผิดเกษตรกร แต่เป็นกระจกสะท้อนความจริงเพื่อให้เราเห็น “แผลเป็น” ของระบบเกษตรไทย และเริ่มรักษาที่ต้นเหตุของปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างแท้จริง ก่อนที่โลกจะหยุดซื้อสินค้าจากเราเพราะเราไม่มีคำตอบเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนพอ

สำหรับซีพีเอฟ   ได้พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อใช้ในการจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในกิจการประเทศไทยตั้งแต่ปี 2559 และอยู่ในระหว่างขยายขอบเขตการใช้งานระบบฯ ครอบคลุมกิจการในประเทศเวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา รวมทั้งกิจการในเครือซีพี ได้แก่ เมียนมา

เชื่อมั่นว่าระบบตรวจสอบย้อนกลับเป็นเครื่องมือในการจัดหาวัตถุดิบการเกษตร เป็นทางออกสำหรับปัญหาการบุกรุกทำลายป่า รวมถึงการเผาแปลง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของฝุ่น PM 2.5 โดยบริษัทถือเป็นต้นแบบการนำเทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับเข้ามามีส่วนในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเพาะปลูกพืชวัตถุดิบในภูมิภาคนี้

สร้างความร่วมมือกับคู่ค้าทั่วประเทศในการจัดหาวัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ เพื่อร่วมแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM 2.5 โดยใช้ข้อมูลจาก ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และ แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม ในการติดตามพื้นที่เพาะปลูกและตรวจสอบการเผาแปลงอย่างใกล้ชิด

สำหรับแปลงข้าวโพดที่พบการเผา บริษัทจะระงับการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรรายนั้นเป็นเวลา 1 ปี เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

ปัจจุบัน ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซีพี เขตประเทศไทยมีเกษตรเกษตรกรลงทะเบียนในระบบตรวจสอบย้อนกลับ กว่า 40,000 นสบ และคู้ค้าผู้รวบรวมกว่า 600 ราย

พัฒนานวัตกรรมด้านการตรวจสอบย้อนกลับอย่างต่อเนื่อง เพื่อการจัดการและแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที โดยมีเจ้าหน้าที่ติดตามแปลงเพาะปลูกตั้งแต่ต้นน้ำภายใต้ ห้องปฏิบัติการตรวจสอบย้อนกลับ หรือ TRACEABILITY OPERATION ROOM ที่ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลจุดความร้อนจาก NASA FIRMS ร่วมกับระบบ POWER BI DASHBOARD เพื่อเฝ้าระวังการเผาแปลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบรายวัน

นอกจากนี้ ซีพีเอฟ และ บีเคพี ยังใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2 ติดตามร่องรอยการเผา (Burn Scar) เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้บริษัทสามารถตรวจสอบการเผาแปลงย้อนหลังได้ทุกช่วงเวลา ทำได้มีประสิทธิภาพ แม่นยำ เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการ และดูแลห่วงโซ่อุปทาน