ท่ามกลางความผันผวนของระเบียบโลกในปัจจุบัน สงครามในตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งในเชิงพรมแดน กลายเป็น “ตัวเร่ง” ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง และเมื่อผนวกเข้ากับมาตรการกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ที่กดดันฐานการผลิตเดิม ถือเป็นโจทย์ให้ที่ผู้ให้บริการนิคมอุตสาหกรรมต้องปรับกลยุทธ์เพื่อจูงใจนักลงทุนให้ได้มากที่สุด
ความท้าทายที่นิคมอุตสาหกรรมและนักลงทุนต้องเผชิญในขณะนี้มีความซับซ้อนขึ้นในหลายมิติ อาทิ ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์, ภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนการก่อสร้าง และแรงกดดันด้านภาษี เป็นต้น สถานการณ์นี้ทำให้นิคมฯ ในยุคปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงผู้ขายที่ดินอีกต่อไป แต่ต้องยกระดับเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ที่สามารถช่วยลูกค้าบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของโลก และเชื่อมต่อโครงข่ายห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง
นายวรงค์ ตังประพฤทธิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ลาว จำกัด บริษัทในเครือของ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บริษัทได้ปรับแผนการดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์ในลาวอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรับมือกับความผันผวนของต้นทุนพลังงานและเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
สถานการณ์พลังงานในลาวถือเป็นตัวแปรเสี่ยงหลัก โดยราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงกว่า 60 บาทต่อลิตร เทียบกับไทยเฉลี่ยราว 40 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเครื่องจักรหนักที่ใช้ในโครงการต้องใช้น้ำมันเฉลี่ยถึง 2,000 ลิตรต่อวัน ขณะที่แรงกดดันจากเงินเฟ้อ (CPI) และค่าเงินกีบที่อ่อนค่าซ้ำเติมภาระต้นทุน
อมตะจึงปรับกลยุทธ์สู่ Flexible Development โดยใช้แนวคิด พัฒนาแบบโมดูลาร์ (Modular Development) ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามดีมานด์จริงของลูกค้า ไม่เร่งลงทุนเต็มพื้นที่ตั้งแต่ต้น พร้อมเริ่มจากการพัฒนาถนนสายหลัก ให้เข้าถึงพื้นที่อย่างน้อย 2 กิโลเมตร เพื่อเปิดขายและสร้างรายได้ทันที ลดความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดในระยะเริ่มต้น
สำหรับโครงการหลัก “อมตะซิตี้ นาม้อ” (Amata City Namor) ตั้งอยู่ในแขวงอุดมไซ มีพื้นที่สัมปทานรวมกว่า 20,000 ไร่ ปัจจุบันพัฒนาเฟสแรก 5,000 ไร่แล้วเสร็จ โดยใช้รูปแบบการชดเชยที่ดินผ่านรัฐบาลลาว
จุดแข็งสำคัญของโครงการคือ โลเคชันเชิงยุทธศาสตร์ อยู่ห่างชายแดนจีนเพียง 40 กิโลเมตร และตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟความเร็วสูงลาว-จีน สถานีที่ 3 จากชายแดน ทำให้สามารถเชื่อมต่อไปยังสถานีนาเตยได้ภายในเวลาประมาณ 15 นาที ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ เปิดทางให้ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดจีนได้สะดวก
ในระยะเริ่มต้น อมตะจะปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมาย จากเดิมที่เน้นอุตสาหกรรมไฮเทค มาให้ความสำคัญกับเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) และอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป มากขึ้น เพื่อสร้างกระแสเงินสดได้รวดเร็ว
สำหรับเหตุผลสำคัญมาจากความได้เปรียบของลาวในด้านทรัพยากรต้นน้ำ ทั้งวัตถุดิบราคาถูก เช่น ยางพาราที่มีราคาต่ำกว่าไทยถึง 2 เท่า รวมถึงภูมิประเทศที่มีความสูง 600-700 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศเย็นคล้ายภาคเหนือของไทย เหมาะต่อการปลูกพืชมูลค่าสูง เช่น สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี และวานิลลา เป็นต้น
“โมเดลเกษตรใช้เวลาพัฒนาเพียง 6 เดือนก็เริ่มดำเนินการได้ ต่างจากอุตสาหกรรมหนักที่ใช้เวลานาน และยังสามารถปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่ได้ง่ายในอนาคต หากต้องการรองรับอุตสาหกรรมใหม่”
ล็อกจุดขาย “ไฟฟ้าสะอาด 90%” ดึงลงทุน
อีกหนึ่งจุดขายสำคัญคือ พลังงานสีเขียว โดยกว่า 90% ของไฟฟ้าในลาวมาจากพลังน้ำและโซลาร์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนของอุตสาหกรรมโลก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและดิจิทัล
ทั้งนี้ อมตะมีแผนกำหนดให้โรงงานในนิคมต้องติดตั้ง Solar Rooftop ตั้งแต่เริ่มดำเนินการ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero พร้อมเดินหน้าดึงดูดนักลงทุนกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมสะอาดที่ต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน โครงการยังได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลลาวในระดับสูง ทั้งการยกเว้นภาษีกำไร (Profit Tax) สูงสุด 30 ปี ยกเว้นภาษีนำเข้า และ VAT ภายในพื้นที่นิคมฯ ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค
ในมิติของต้นทุน นายวรงค์ ระบุว่า ราคาที่ดินในลาวต่ำกว่าไทยถึง 10 เท่า แม้ต้นทุนก่อสร้างจะสูงกว่าเนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขา แต่มีข้อได้เปรียบด้านลักษณะดินในพื้นที่นาม้อที่สามารถนำมาใช้ถมถนนได้ทันทีในบางชั้น ช่วยลดต้นทุนได้บางส่วน
แตกไลน์ “นาเตย-เมืองไทร” เชื่อมโลจิสติกส์-สมาร์ทซิตี้
นอกจากโครงการนาม้อ อมตะยังวางแผนพัฒนาอีก 2 พื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่
1. อมตะซิตี้ นาเตย (Amata City Nateuy) บนพื้นที่ 2,000 ไร่ ใกล้จุดเชื่อมเส้นทางไปเชียงราย-เวียงจันทน์ พัฒนาเป็นฮับโลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้า
2. เมืองไทร (Muang Xai) อยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับพันธมิตรญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาเป็น Smart City ศูนย์ R&D และเมืองที่อยู่อาศัยครบวงจร รองรับแรงงานและนักลงทุนคุณภาพสูง
“การพัฒนานาเตย นาม้อ และเมืองไทร จะทำหน้าที่เชื่อมโยงเป็นโครงข่ายเศรษฐกิจใหม่ในภาคเหนือของลาว ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และยกระดับพื้นที่สู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”
ในมิติทางสังคม โครงการของอมตะตั้งเป้าสร้างงานรวมกว่า 70,000 ตำแหน่ง บนพื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่ เพื่อดึงแรงงานลาวที่ทำงานในต่างประเทศให้กลับมาทำงานในประเทศ โดยปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำของลาวอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 ของไทย
“บริษัทได้ร่วมมือกับศูนย์ฝึกอาชีพจากเยอรมนีในแขวงอุดมไซ เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมในนิคม”
นายวรงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ แต่บริษัทมองเห็นโอกาสเชิงโครงสร้างจากกระแส China Plus One ที่นักลงทุนต้องการกระจายฐานการผลิตออกจากจีน
“ลาวเป็นคำตอบใหม่ของห่วงโซ่อุปทาน เพราะยังอยู่ใกล้จีน เชื่อมต่อโลจิสติกส์ได้โดยตรง และมีต้นทุนแข่งขันได้ โครงการนี้จึงเป็น Episode 3 ของอมตะ ต่อจากไทยและเวียดนาม ซึ่งเรามั่นใจว่าจะก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคในอนาคต”





