ท่ามกลางสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่ออุตสาหกรรมเหมืองแร่ของไทย โดยเฉพาะ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ประกอบธุรกิจเหมืองทองคำรายเดียวของประเทศ
ล่าสุดเดินหน้าเร่งกำลังการผลิตทะลุระดับปกติ พร้อมสะท้อนข้อเสนอเชิงนโยบายไปยังภาครัฐ ให้เร่งปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องและพัฒนาฐานข้อมูลทรัพยากรแร่ โดยเฉพาะกลุ่มแร่หายาก (Rare Earth) เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรงประกอบโลหกรรมของบริษัทเดินเครื่องการผลิตในระดับสูงถึง 109% ของกำลังการผลิตปกติ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกที่อยู่ในช่วงขาขึ้น
อย่างไรก็ตาม การผลิตในระดับดังกล่าวถือเป็นการเดินเครื่องเกินขีดความสามารถตามปกติ จึงไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและอายุการใช้งานของเครื่องจักร บริษัทจึงต้องบริหารจัดการคุณภาพวัตถุดิบและแผนการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถรักษาระดับประสิทธิภาพสูงสุดควบคู่ไปกับความยั่งยืนของการดำเนินงาน
ในด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ยอมรับว่า ภาคเหมืองแร่กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยบางช่วงราคาหน้าปั๊มขยับขึ้นเกิน 40 บาทต่อลิตร และมีแนวโน้มแตะระดับกว่า 50 บาทต่อลิตร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเครื่องจักรหนักที่ใช้ในกระบวนการทำเหมือง
อย่างไรก็ดี ราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้เข้ามาเป็นปัจจัยบวกสำคัญ ช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และทำให้รายได้ของบริษัทปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน โครงสร้างการจัดเก็บค่าภาคหลวงของประเทศไทยในรูปแบบอัตราก้าวหน้า ยังส่งผลให้ภาครัฐได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นตามระดับราคาทองคำอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลตั้งแต่บริษัทกลับมาเปิดดำเนินการในเดือนมี.ค. 2566 จนถึงเดือนมี.ค. 2569 บริษัทได้ชำระค่าภาคหลวงแร่และเงินบำรุงพิเศษรวมแล้วประมาณ 3,194 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อพิจารณาเชิงเปรียบเทียบ พบว่าในปี 2566 ซึ่งราคาทองคำเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,166 บาทต่อกรัม บริษัทจ่ายค่าภาคหลวงเฉลี่ยที่ 277 บาทต่อกรัม ขณะที่ในช่วงต้นปี 2569 ราคาทองคำเฉลี่ยปรับตัวขึ้นเป็น 4,896 บาทต่อกรัม ส่งผลให้ค่าภาคหลวงที่บริษัทนำส่งเพิ่มขึ้นเป็น 814 บาทต่อกรัม หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว สะท้อนกลไกของอัตราก้าวหน้าที่ช่วยให้รัฐได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำอยู่ในระดับสูง
"รายได้จากค่าภาคหลวงดังกล่าวมากกว่าครึ่งหนึ่งถูกจัดสรรลงสู่หน่วยงานท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลและองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อนำไปใช้พัฒนาพื้นที่โดยตรง ขณะที่อีกประมาณ 21% ถูกนำส่งเข้ากองทุนต่าง ๆ ตามที่ภาครัฐกำหนด รวมวงเงินกว่า 600 ล้านบาท ซึ่งมีหลักเกณฑ์การใช้จ่ายที่ชัดเจนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่รอบเหมือง"
สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป บริษัทอยู่ระหว่างการยื่นต่ออายุอาชญาบัตรพิเศษ เพื่อเตรียมกลับเข้าสำรวจแหล่งแร่ใหม่ในช่วงปลายปี 2569 โดยแนวทางการสำรวจจะเริ่มจากพื้นที่ขนาดใหญ่ราว 400,000 ไร่ ก่อนจะทยอยคัดกรองและคืนพื้นที่ที่ไม่พบศักยภาพด้านแร่กลับคืนสู่ภาครัฐ เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและลดภาระต้นทุน โดยเฉพาะภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เพิ่มขึ้นตามขนาดพื้นที่ถือครอง โดยขณะนี้ได้คัดกรองและคืนพื้นที่ไปแล่วราว 300,000 ไร่
ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ยอมรับว่า ธุรกิจดังกล่าวเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงและใช้ระยะเวลานานกว่าจะประสบความสำเร็จ ตั้งแต่ขั้นตอนการสำรวจเบื้องต้น การเจาะสำรวจ การวิเคราะห์ตัวอย่าง ไปจนถึงการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งในแต่ละขั้นตอนต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การสำรวจธรณีฟิสิกส์ การวิเคราะห์ธรณีเคมี และการสร้างแบบจำลองสามมิติใต้ดิน ขณะที่ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ตลอดกระบวนการ เนื่องจากแม้จะค้นพบแร่ ก็อาจไม่สามารถพัฒนาในเชิงพาณิชย์ได้
ในมุมมองเชิงนโยบาย เสนอว่า ประเทศไทยควรเร่งกำหนดทิศทางการสำรวจทรัพยากรแร่ให้ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มแร่หายาก หรือ Rare Earth ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดฐานข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทรัพยากรใต้ดินในหลายพื้นที่ ส่งผลให้การวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะยาวยังมีข้อจำกัด
ข้อเสนอสำคัญคือ ภาครัฐควรสนับสนุนการสำรวจเชิงระบบในระดับประเทศ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรแร่ที่มีความแม่นยำและทันสมัย พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาแหล่งแร่
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ใช้โมเดลรัฐกำกับ-เอกชนลงทุน เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการสำรวจและพัฒนาแหล่งแร่ ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่โปร่งใสและเข้มงวด โดยรัฐจะได้รับผลประโยชน์ในรูปของค่าภาคหลวง ภาษี และรายได้อื่น ๆ โดยไม่ต้องรับภาระความเสี่ยงโดยตรงจากการลงทุน
นายเชิดศักดิ์ กล่าวเน้นย้ำว่า เสถียรภาพของรัฐบาลและความชัดเจนของนโยบายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีระยะเวลาคืนทุนยาว ขณะที่กฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยหรือซ้ำซ้อนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน
ในด้านการพัฒนาชุมชน บริษัทได้ดำเนินโครงการเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากควบคู่ไปกับการทำเหมืองอย่างต่อเนื่อง อาทิ การพัฒนาสวนสุขภาพและลานกิจกรรมชุมชน รวมถึงการส่งเสริมตลาดนัดชุมชน ซึ่งเปิดโอกาสให้ชาวบ้านนำสินค้าในท้องถิ่นมาจำหน่าย โดยสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ระดับแสนบาทภายในระยะเวลาเพียงคืนเดียว สะท้อนศักยภาพของเศรษฐกิจชุมชนในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรท้องถิ่น
สำหรับแผนในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า บริษัทจะยังคงมุ่งเน้นการดำเนินงานในพื้นที่เดิมตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุมัติ โดยขยายขนาดบ่อเหมืองและเพิ่มความลึก เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการสำรวจพื้นที่ศักยภาพใหม่ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีก 3-5 ปีในการประเมินปริมาณแร่ในเชิงพาณิชย์
พร้อมกันนี้ บริษัทได้เตรียมเปิดตัวสวนสุขภาพและลานกิจกรรมชุมชน อย่างเต็มรูปแบบภายในปลายปี 2569 รวมถึงการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น การประกวดดนตรีเยาวชน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความสัมพันธ์กับชุมชนรอบพื้นที่เหมือง
"ในภาพรวมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ผ่านการจ้างงานและการกระจายรายได้ไปยังภาคส่วนอื่น ๆ อีกหลายระดับ ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายที่เหมาะสม จะสามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน"
สำหรับผลการผลิตปีงบประมาณ 2568 (ก.ค. 2567 - มิ.ย. 2568) บริษัทผลิตแร่ทองได้ประมาณ 75,000 ออนซ์ และแร่เงิน 625,000 ออนซ์ โดยเป้าหมายการผลิตปีงบประมาณ 2569 คาดการณ์แร่ทองที่ประมาณ 85,000 – 95,000 ออนซ์
"ก่อนกลับมาเปิดดำเนินการเมื่อเดือนมี.ค. 2566 บริษัทฯ ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 3,250 ล้านบาท ในการยกเครื่องซ่อมบำรุงโรงประกอบโลหกรรมและอุปกรณ์เหมืองแร่ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการกลับมาเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบ และได้มีการลงทุนพัฒนาเครื่องจักรทำเหมืองแร่อีกกว่า 1,560 ล้านบาท"





