ช่องทางการค้าของประเทศไทย มีอยู่หลายด้านการค้าชายแดนและผ่านแดน รวมถึงการเส้นทางโลจิสติกส์ใหม่ที่กำลังเกิดขั้น เป็นอีกช่องทางที่มีความน่าสนใจและกำลังทำหน้าที่เติมเงินเข้าสู่เศรษฐกิจไทยมหาศาล
เม่ื่่อเร็วๆนี้ ตามข้อมูลของ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว พร้อมทีมประเทศไทย เข้าร่วมพิธีเปิดเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าอย่างเป็นทางการระหว่างท่าเรือแหลมฉบังของไทยและท่าเรือยันเทียน (Yantian Port)เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
ทั้งนี้ เส้นทางเดินเรือใหม่นี้ให้บริการใน 2 ทิศทาง ได้แก่ เส้นทางล่องใต้ ออกเดินทางจากท่าเรือยันเทียน เมืองเซินเจิ้น มุ่งหน้าสู่ท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 วัน และ เส้นทางขึ้นเหนือ ออกเดินทางจากท่าเรือแหลมฉบัง ผ่านท่าเรือสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา เพื่อกลับเข้าสู่ท่าเรือยันเทียน เมืองเซินเจิ้น โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 วัน
โครงสร้างเส้นทางดังกล่าวนับเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการยกระดับห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลส่งออกผลไม้ที่กำลังจะมาถึง เนื่องจากช่วยเพิ่มทางเลือกด้านการขนส่ง ลดระยะเวลาและต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการขนส่ง และสนับสนุนการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container)ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาคุณภาพสินค้าเกษตรสด อาทิ ทุเรียน มังคุด และลำไย
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามแก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าเกษตรตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 2/2569 ว่า ในส่วนประเด็นการบริหารจัดการเส้นทางขนส่งและคุณภาพสินค้า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์โลจิสติกส์ปี 2568-2569 ที่ใช้เส้นทางขนส่งทางบกเป็นหลัก ได้แก่ เส้นทาง R3A (ด่านโม่ฮาน) และเส้นทางรถไฟ (ลาว-จีน) ซึ่งมีอุปสรรคด้านการขาดแคลนน้ำมัน และโบกี้รถไฟที่มีจำนวนน้อยต่อวัน ที่ประชุมจึงมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ติดตามแก้ไขอุปสรรคเรื่องการขาดแคลนน้ำมันใน สปป.ลาว และการขยายโควตาตู้รถไฟเพื่อลดความแออัดหน้าด่านโม่ฮาน
สำหรับสถานการณ์ทุเรียนไทยในจีนพบว่ายังมีความต้องการสูงและราคาดี แม้ทุเรียนพันธุ์กระดุมจะเกิดปัญหา “เต่าเผา” (เมล็ดไหม้) แต่พบทุเรียนอ่อนน้อยลง
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมพร้อมรับมือผลผลิตลำไยภาคเหนือที่จะกระจุกตัวในช่วงกลางปีนี้กว่า 5 แสนตัน ผ่านการกระจายสินค้าไปยังเส้นทางเดินเรือใหม่ (แหลมฉบัง-ยันเทียน) และเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจปล่อยสินค้า ณ ด่านชายแดนให้รวดเร็วยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันสินค้าตกค้างจนเสื่อมคุณภาพ
ทั้งนี้ นายวิณะโรจน์ได้เน้นย้ำถึงมาตรการเด็ดขาดในการควบคุมคุณภาพทุเรียนส่งออก โดยเฉพาะปัญหาทุเรียนอ่อนและการสวมสิทธิ์ใบรับรอง GAP ซึ่งได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการร่วมกับส่วนจังหวัดภาคตะวันออกตั้งจุดตรวจก่อนตัดกว่า 50 จุด และตั้งด่านสกัดกั้นบนถนนสายหลักอย่างเข้มงวด หากพบโรงคัดบรรจุหรือล้งใดกระทำความผิดซ้ำจะดำเนินการพักใช้ใบอนุญาตทันทีตั้งแต่ 30 ถึง 90 วัน รวมถึงประสานหน่วยงานตรวจรับรองเพื่อยกเลิกมาตรฐานโรงงาน ทั้งนี้เพื่อรักษาชื่อเสียงและความเชื่อมั่นในคุณภาพทุเรียนไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้ลดความผิดพลาดด้านการออกเอกสารส่งออก เพื่อไม่ให้กลายเป็นอุปสรรคทางเทคนิคที่ทำให้สินค้าถูกกักกัน ณ ด่านปลายทางในประเทศจีน อีกด้วย
นอกจากนี้ที่ประชุมหารือเพื่อเร่งแก้ไขวิกฤตสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยตามมาตรฐานใหม่ของจีน ที่กำหนดให้มีสารตกค้างได้ไม่เกิน 50 mg/kg (หรือ 50 ppm) ซึ่งที่ประชุมได้เปิดเผยความสำเร็จของงานวิจัยการจัดการลำไยด้วยวิธีแช่กรดเกลือร่วมกับโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ โดยผลทดสอบล่าสุดพบสารตกค้างในระดับต่ำมากจนเกือบไม่พบสารตกค้าง (Not Detected) ขณะเดียวกันสามารถยืดอายุเก็บรักษาได้ 21 วัน และมีอายุวางจำหน่ายได้นานถึง 5 วัน
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้เร่งพัฒนาต่อยอดเพื่อลดต้นทุนการผลิตที่ยังสูงกว่าวิธีเดิม และปรับปรุงเทคนิคเพื่อรักษาผิวลำไยให้เป็นสีเหลืองทองตามความต้องการของตลาดจีน ก่อนจะนำข้อมูลทางวิชาการนี้ไปเจรจากับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) เพื่อสร้างมาตรฐานการปฏิบัติร่วมกันที่เอื้อต่อการค้าในเชิงพาณิชย์
ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ก.พ.2569 มีมูลค่า 139,442 ล้านบาทลดลง 9.7% เป็นการส่งออก 75,648 ล้านบาท ลดลง 12.1% และการนำเข้า 63,794 ล้านบาท ลดลง 6.7% ไทยได้ดุลการค้า 11,854 ล้านบาท
ยอดรวม 2 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่า 300,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% เป็นการส่งออก 163,625 ล้านบาท ลดลง 0.3% การนำเข้า 136,952 เพิ่มขึ้น 1.0% ได้ดุลการค้า 26,673 ล้านบาท





