ไทม์ไลน์ รัฐบาลอนุทิน 2 กำลังใกล้ได้เข้าปฎิบัติหน้าที่แล้ว ในรูปแบบมีอำนวจเต็ม เบื้องต้นมีกำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเร็วๆนี้ และมั่นใจว่าประเทศไทยจะได้รัฐบาลพร้อมทำงานก่อนสงกรานต์อย่างแน่นอน
จนถึงขณะนี้ ยังไม่ทราบว่า นโยบายของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ผสมกับพรรคเพื่อไทยเพียงพรรเดียวนั้น จะออกมาอย่างไร แต่ความคาดหวังจากประชาชนโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจมีอยู่สูงมาก ไม่เพียงการแก้ปัญหาสงครามที่มีอยู่ ดำรงอยู่ หรืออาจจะดับสูญไปเร็วๆนี้ เท่านั้น ยังมีงานการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศ ที่เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่พ้นปากเหวเสียที การแสวงหาเครื่องมือเศรษฐกิจใหม่ๆ พ้นจากกรอบเดิมจึงเป็นอีกหนทางที่จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตโดดเด่นอีกครั้ง
ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)ระบุว่าถึง The Global Halal Economy ไว้ว่า ในปี 2023 ตลาดฮาลาลทั่วโลกมีมูลค่า 1.36 ล้านล้านดอลลาร์ โดยผลิตภัณฑ์ฮาลาลมีมูลค่ารวม 546 พันล้านดอลลาร์ นำโดยอาหารฮาลาลคิดเป็น 43% สารเคมี 26% และยาประมาณ 11%
ส่วนบริการที่เกี่ยวข้องกับฮาลาลมีมูลค่า 815 พันล้านดอลลาร์ ได้แก่ การท่องเที่ยว การขนส่ง และบริการทางธุรกิจ ซึ่งแต่ละภาคส่วนมีส่วนร่วม 20-22% ของตลาดบริการ
"แม้ว่าตลาดโลกจะมีขนาดใหญ่ แต่การส่งออกฮาลาลของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 8.85 พันล้านดอลลาร์ซึ่งคิดเป็นเพียง 1.6% ของตลาดฮาลาลทั่วโลก ที่มีมูลค่า 546 พันล้านดอลลาร์แสดงให้เห็นว่ายังมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก"
ปัจจุบัน สินค้าส่งออกหลักของไทยคืออาหาร คิดเป็น 67% ของมูลค่าการส่งออกฮาลาล ประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วยสารเคมีที่ 20% มูลค่า 1.75 พันล้านดอลลาร์"
สำหรับ 5 อันดับแรกของประเทศผู้ส่งออกฮาลาลทั่วโลก ได้แก่ จีน สหรัฐ อินเดีย เยอรมนี และบราซิล โดยประเทศผู้นำเข้าและผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดคือประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) นำโดยตุรกีที่ 18% ประมาณ 45 พันล้านดอลลาร์ ซาอุดีอาระเบีย อินโดนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ส่งออกไทย
ทั้งนี้ ตลาดฮาลาลทั่วโลกเติบโตเฉลี่ยปีละ 6-8% ส่วนการส่งออกฮาลาลของไทยเติบโตเพียง 4.2% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการผลักดันเชิงกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุการเติบโตอย่างน้อย 10% เพื่อวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็น “ศูนย์กลางฮาลาลของอาเซียน”
เร็วๆนี้ ในช่วง 15-17 ก.ค. 2569 กำลังจะมีงานใหญ่ Grand Halal Bangkok 2026 : Purity Way of Life @ BITEC ,Bangkok ซึ่งเป็นงานเดียวที่จัดโดย คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ CICOT ซึ่งเป็งองค์กรอิสลามสูงสุดของประเทศ มีหน้าที่ดูแลกิจการศาสนาอิสลาม การรับรองฮาลาลและความร่วมมือกับองค์กรรับรองHalal ทั่วโลกในการผลักดันประเทศไทย ให้เป็นศูนย์กลางที่น่าเชื่อถือในระดับโลก
จากเป้าหมายแผนขับเคลื่อนไทยเป็น ASEAN HALAL HUB ในปี 2571 ที่ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาลเป้าหมาย (ระยะแรก) ได้แก่ อาหารฮาลาล แฟชั่นฮาลาล ยา สมุนไพรและเครื่องสำอางฮาลาล โกโก้ฮาลาลและผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้อง บริหารและท่องเที่ยวฮาลาล
นอกจากนี้ได้กำหนดมาตรการหลักและตัวชี้วัด ประกอบด้วย มาตรการที่ 1 : การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสร้างความเข้มแข็ง ของห่วงโซ่อุปทานการผลิต ฮาลาลไทย (Demand) มาตรการที่ 2 : การพัฒนาการผลิต และมาตรฐาน อุตสาหกรรมฮาลาลไทย (Supply) มาตรการที่ 3 :การยกระดับ ปัจจัยแวดล้อม อุตสาหกรรมฮาลาลไทย (Thai Halal Ecosystems)
ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น ในส่วนผลการดำเนินการ สะท้อนผ่านการจัดงานGrand Halal Bangkok 2026 ซึ่งเป็นต่อเนื่องความสำเร็จ โดยเมื่อปี 2025 ผู้แสดงสินค้าจำนวน มากกว่า 200 ราย จาก มากกว่า 15 ประเทศ และผู้เข้าร่วมงานจำนวน 7,651 ราย จากมากกว่า 50 ประเทศ
ในส่วน ปี2026 คาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้า มากกว่า 600 รายจาก มากกว่า 25 ประเทศ และจำนวนผู้เข้าชมงาน 12,000 คน จากมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก
ไม่เพียงกิจกรรมงานแสดงสินค้าเท่านั้น Grand Halal Bangkok 2026 ยังมีกิจกรรมและสัมมนามากกว่า 100 รายการวิทยากรและผู้ร่วมงานมากกว่า 200 คน
จึงไม่น่าแปลกใจที่ งานGrand Halal Bangkok 2026 จะมีผู้สนับสนุนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงองค์กรต่างประเทศจำนวนมาก และคาดว่างานนี้จะเป็นช่องทางสำคัญที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ท่ามกลางปัจจัยความท้าทายและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตามอาจมีสิ่งที่น่าจะสร้างความแปลกใจมากกว่า หากรัฐบาลใหม่ ไม่มีเศษเสี้ยว ของ The Global Halal Economyอยู่ในนโยบายที่กำลังจะแถลงต่อสภา เพราะหากทำอะไรเดิมๆ ก็ย่อมได้ผลลัพธ์เดิม แต่ในทางตรงกันข้ามการชูธง รูปแบบเศรษฐกิจใหม่ๆก็ย่อมได้ผลลัพธ์ใหม่ๆที่น่าพอใจมากกว่า





