ส่งออกอาหารไทยอ่วม! วิกฤตปิดช่องแคบฮอร์มุซทุบยอดปี 69 เสี่ยงวูบ 50.7% หลังเส้นทางสู่ท่าเรือหลักเป็นอัมพาต ทั้งดูไบ-กาตาร์-บาห์เรน-คูเวต อัมพาต ถึงแม้ตลาดมีความต้องการ ราคาอาหารสูงขึ้น แต่การขนส่งทำได้ยาก หอการค้า ชี้ แข่งกันที่ความสามารถการส่งมอบ
สงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมา 1 เดือน ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกเมื่อต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน รวมถึงค่าระวางเรือที่เพิ่มสูงขึ้น
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เปิดเผยเมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 ว่าดัชนีราคาอาหารโลกสูงขึ้นในเดือน มี.ค.2569 โดยมีปัจจัยหลักจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับสงครามในตะวันออกกลาง
สำหรับดัชนีราคาสินค้าอาหารที่จัดทำโดย FAO อยู่ที่เฉลี่ย 128.5 จุดในเดือน มี.ค.2569 เพิ่มขึ้น 3 จุดจากเดือน ก.พ.2569 หรือเพิ่มขึ้น 2.4% เนื่องจากผลกระทบจากสงครามอิหร่านได้ส่งผ่านไปยังห่วงโซ่ความมั่นคงทางอาหาร
ขณะที่ภาวะสงครามที่จะทำให้ความต้องการอาหารเพิ่มสูงขึ้น แต่สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่เป็นบวกต่อการส่งออกไทย โดยเฉพาะการส่งออกอาหารไปตะวันออกกลางที่มีความเสี่ยง
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าสงครามจะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหาร แต่อยู่บนเงื่อนไขที่สินค้าจากไทยส่งไปตะวันออกกลางได้เพราะปัจจุบันการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยงจากการปิดน่านน้ำของอิหร่าน ในขณะที่การขนส่งผ่านทะเลแดงมีความเสี่ยงจากกลุ่มฮูตีที่เป็นพันธมิตรของอิหร่าน
ทั้งนี้หากการขนส่งไม่มีปัญหาจะทำให้หลายสินค้ามีโอกาส คือ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในการบริโภคทำให้บริษัทที่ได้มาตรฐานฮาราลได้ประโยชน์ รวมถึงทูน่ากระป๋องเป็นสินค้าจำเป็นในการบริโภคและเก็บได้นาน และข้าวที่ยังต้องการสูง
ตลาดตะวันออกกลางเสี่ยงติดลบ 50%
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับการประเมินขององค์กรที่ติดตามข้อมูลการส่งออกอาหาร คือ สถาบันอาหาร หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งประเมินว่าการส่งออกอาหารปี 2569 จะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ติดลบ 7.3% เมื่อเทียบปี 2568
สำหรับตลาดส่งออกอาหารที่ติดลบรุนแรง คือ ตลาดสหรัฐ อาเซียน แอฟริกาและตะวันออกกลาง โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง จะมีมูลค่าการส่งออก 29,468 ล้านบาท ติดลบ 50.7% จากข้อจำกัดด้านเส้นทางขนส่ง
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า การส่งออกอาหารไปตะวันออกกลางปี 2569 จะติดลบถึง 50.7% เป็นการหดตัวระดับสูง
ทั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านอุปสงค์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์และสงคราม โดยปัจจัยหลักมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อเสถียรภาพเส้นทางขนส่ง และทำให้ระบบโลจิสติกส์หยุดชะงัก ขณะเดียวกันเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและกำลังซื้อที่อ่อนลงก็เป็นแรงซ้ำเติม
ดังนั้น เมื่อมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นทำให้ผู้นำเข้าชะลอคำสั่งซื้อ ลดสต็อก บางส่วนเปลี่ยนแหล่งนำเข้า เพราะสงครามทำให้ท่าเรือหลักดำเนินการไม่ได้
เส้นทางขนส่งหลักติดปัญหาเดินเรือ
รวมทั้งนี้การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปตะวันออกกลาง โดยผลกระทบเกิดขึ้นพร้อมกันพร้อมกันทั้ง “ปลายทาง” และ “เส้นทาง” การค้า ในด้านปลายทาง การขนส่งไปยังศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาค เช่น ดูไบ กาตาร์ บาห์เรน และคูเวต ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ทำให้สินค้าไทยไม่สามารถเข้าสู่ hub หลักของการกระจายสินค้าในกลุ่ม GCC ได้
ด้านเส้นทาง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเบี่ยงไปใช้ท่าเรือทางเลือก เช่น Khor Fakkan (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์), Sohar และ Salalah (โอมาน), รวมถึง Fujairah (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) อย่างไรก็ตาม ท่าเรือเหล่านี้มีข้อจำกัดด้านขนาดและอุปกรณ์ขนถ่าย ส่งผลให้เกิดความแออัด ระยะเวลาขนส่งยาวขึ้น และต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกันการใช้เส้นทางผ่านทะเลแดงไปยัง Jeddah Islamic Port และ King Abdullah Port (ซาอุดีอาระเบีย) แม้เป็นทางเลือกสำคัญ แต่เริ่มเผชิญปัญหาสินค้าแออัดและความล่าช้าเช่นกัน
ทั้งนี้ ผลลัพธ์ คือ ต้นทุนโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้นรวดเร็ว โดยค่าระวางเรือรวมค่า War risk surcharge เพิ่มขึ้นเป็น 6,000-8,000 ดอลลาร์ต่อตู้ ในฝั่งอ่าวอาหรับ และเพิ่มเป็น 4,000-6,000 ดอลลาร์ต่อตู้ ในฝั่งทะเลแดง ขณะที่ค่าขนส่งทางบกเพิ่มขึ้นอีก 8,000-10,000 บาทต่อตู้
“ทูน่า-ไก่”สินค้าส่งออกหลัก
“ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า ผลกระทบเริ่มเกิดขึ้นแล้ว โดยช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2569 การส่งออกอาหารไทยไปตะวันออกกลางมีมูลค่า 8,618 ล้านบาท ลดลง 22.5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขดังกล่าวถือเป็น “สัญญาณนำ” ที่บ่งชี้ว่าการหดตัวในปี 2569 มีแนวโน้มเกิดขึ้นจริง”นายวิศิษฐ์ กล่าว
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า สินค้าอาหารหลักที่ไทยส่งออกไปยังตะวันออกกลาง ได้แก่ ข้าว ทูน่ากระป๋อง ไก่ สับปะรดกระป๋อง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีบทบาทสำคัญในโครงสร้างการส่งออกของไทยเมื่อเกิดปัญหาในภูมิภาค สินค้าเหล่านี้จึงได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในด้านปริมาณคำสั่งซื้อและต้นทุนการขนส่ง
การค้าแข่งที่ความสามารถการส่งมอบ
สถานการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า โลกการค้าในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านคุณภาพหรือราคาอีกต่อไป แต่ “ความสามารถในการส่งมอบ” และ “ความเร็วในการตัดสินใจ” กลายเป็นปัจจัยชี้ขาด ผู้ประกอบการจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
พร้อมประเมินความเสี่ยงแบบวันต่อวัน เพื่อมองหา “จังหวะและโอกาส” ในการกลับเข้าไปส่งสินค้าในตลาดตะวันออกกลางทันทีที่ท่าเรือหรือเส้นทางเริ่มกลับมาเปิดให้บริการ
ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์กับคู่ค้าในพื้นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยต้องมีการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วและแม่นยำในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง
ท้ายที่สุดผู้ที่ผสานทั้ง “การบริหารโลจิสติกส์” และ “การบริหารความสัมพันธ์ทางการค้า” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้ที่รักษาความสามารถในการแข่งขันและยืนอยู่ในตลาดโลกได้ในระยะยาว
แนะไทยลดพึ่งตลาดมีความเสี่ยงสูง
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางรับมือและแก้ปัญหา ในระยะสั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์อย่างใกล้ชิด ทั้งการกระจายเส้นทางขนส่งและการวางแผน shipment ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ส่วนในระยะกลาง ควรเพิ่มความยืดหยุ่นในเงื่อนไขการค้า และพิจารณาสร้างคลังสินค้าในตลาดปลายทาง เพื่อลดความเสี่ยงจากความล่าช้า
ขณะที่ในระยะยาว ไทยจำเป็นต้องลดการพึ่งพาตลาดที่มีความเสี่ยงสูง และปรับโครงสร้างสินค้าไปสู่กลุ่มมูลค่าเพิ่ม รวมถึงขยายตลาดไปยังภูมิภาคที่มีเสถียรภาพมากกว่า
อย่างไรก็ตามต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อหาโอกาสในการส่งกลับไป ในประเทศตะวันออกกลาง หากมีท่าเรือเปิดบริการมากขึ้นและต้นทุนค่าใช้จ่ายลดลงรวมถึง ติดตามอย่างใกล้ชิดถึงความต้องการของคู่ค้า และการยอมรับระดับราคาสินค้าที่ต้องรวมค่าขนส่งที่แพงขึ้นกับค่าใช้จ่าย การเดินเรือที่สูงขึ้นมาก





