วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

เปิด 5 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ‘อนุทิน2’ นายกฯนำแถลงนโยบายต่อสภาฯ 9 เม.ย.นี้

เปิด 5 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ‘อนุทิน2’  นายกฯนำแถลงนโยบายต่อสภาฯ 9 เม.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 9-10 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนที่จะเข้าบริหารประเทศแบบมีอำนาจเต็มตามขั้นตอนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยในส่วนของนโยบายด้านเศรษฐกิจมีสาระสำคัญดังนี้

ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ ความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การจัดทำมาตรการลดภาระ ค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหากรณีข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาและการปกป้องอธิปไตยของ ประเทศ การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติดอย่างเข้มข้น การสร้างความปลอดภัยและ การสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว การแก้ปัญหาคอขวดเพื่อกระตุ้น การลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

การเร่งเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่ ที่มีศักยภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร การยกเลิกมูลค่าขั้นต่ำและเก็บอากรสินค้านำเข้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศ

การผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ การประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน ปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศได้เร็วขึ้น

ที่ผ่านมารัฐบาลสามารถพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ติดหล่มให้กลับมาขยายตัวสูงขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี 2568  ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว

สถานการณ์ตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง

อย่างไรก็ดี ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงอันเป็นผลจากสถานการณ์ ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ทำให้การผลิต การขนส่งน้ำมันดิบและ ก๊าซธรรมชาติของโลกอยู่ในภาวะชะงักงัน ปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลง สวนทางกับความต้องการ ทำให้เกิดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง และราคาพลังงานโดยมีแนวโน้มที่ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ และการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และสถานการณ์นี้ไม่อาจ คาดหมายได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและในทิศทางใด

ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการบริหาร จัดการสถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับพี่น้องคนไทยผ่านกลไกของรัฐที่มีอยู่ภายใต้อำนาจ และหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการ อาทิ การยกระดับบริการกงสุลเพื่อคุ้มครองดูแลคนไทยใน ต่างประเทศการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของประเทศ

จับตาผลกระทบปัจจัยผลิตด้านการเกษตร

การบริหารจัดการ ปัจจัยการผลิตที่สำคัญทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ ความขัดแย้งโดยเฉพาะวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนผูกพันกับราคาพลังงาน อาทิ ปุ๋ยเคมี สารเคมีอุตสาหกรรม และวัตถุดิบปิโตรเคมี เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องแบกภาระต้นทุน ที่เพิ่มสูงขึ้นจนกระทบต่อความสามารถในการผลิตและการแข่งขันของประเทศ

 

ย้ำต้องดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน

การบริหารสถานการณ์ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดปริมาณ การนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าและวัสดุเหลือใช้ ทางการเกษตร ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย รวมทั้งการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน ในหน่วยงานภาครัฐ

5 ยุทธศาสตร์ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

ทั้งนี้เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกรัฐบาลนำเสนอ 5 ยุทธศาสตร์หลักที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางและสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนี้

1. การสร้างโอกาสและเติบโตอย่างเท่าเทียม (Inclusive Growth) รัฐบาลมุ่งเน้นการช่วยเหลือ "คนตัวเล็ก" โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และผู้มีรายได้น้อย ผ่านการแก้ไขปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและเป็นองค์รวม โดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลางและใช้ฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทุกภาคส่วนเพื่อให้ประชาชนกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ พร้อมทั้งลดภาระค่าครองชีพ เช่น ค่าน้ำดื่มสะอาดและค่าพลังงาน นอกจากนี้จะต่อยอดโครงการ "คนละครึ่งพลัส" ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI รวมถึงการให้แต้มต่อ SMEs ไทย (Made in Thailand) ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และผลักดันกฎหมาย "ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน" เพื่อกระจายอำนาจการคลังสู่ท้องถิ่น,

2. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอนาคต รัฐบาลจะสร้าง "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" โดยเน้นอุตสาหกรรมดิจิทัล, AI, หุ่นยนต์, เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด ยกระดับมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเพื่อพัฒนา Deep Tech และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ พร้อมจัดตั้งกองทุน Matching Fund เพื่อบ่มเพาะ Start-up ไทยสู่ระดับโลก และยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้โปร่งใส เป็นแหล่งระดมทุนสำหรับธุรกิจทุกขนาด

3. การค้าเชิงรุก "เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก" มุ่งสร้างพันธมิตรการค้าผ่าน "ทีมประเทศไทย" เพื่อเปิดตลาดใหม่และยกระดับการค้าเสรี (FTA), โดยจะเข้มงวดกับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพ และจัดการปัญหานอมินีอย่างจริงจังเพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ยังส่งเสริมการค้าภาคบริการในสาขาการศึกษา สุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อให้ไทยมีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

4. การเกษตรแม่นยำ  โดยเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมสู่ "เกษตรแม่นยำ" โดยใช้ AI และ Big Data ในการวางแผนการผลิตและพยากรณ์อากาศ สนับสนุนเกษตรกรผ่านโครงการ "ดอกเบี้ยคนละครึ่ง" สำหรับการจัดซื้อปัจจัยการผลิตคุณภาพสูง พร้อมผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก ปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน และส่งเสริมการผลิตปุ๋ยในประเทศเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุน

และ 5. การท่องเที่ยวคุณค่าสูงและจุดหมายปลายทางระดับโลก โดยปรับโครงสร้างโดยใช้การทูตวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) นำภารกิจท่องเที่ยวไปเชื่อมโยงกับงานด้านวัฒนธรรมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ประเทศ ผลักดันไทยเป็นจุดหมายการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand) โดยมุ่งเน้นกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และรองรับกลุ่ม Digital Nomad ที่ทำงานจากที่ไหนก็ได้, พร้อมยกระดับความปลอดภัยด้วยการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดและจัดให้มีระบบประกันภัย/สุขภาพภาคบังคับสำหรับนักท่องเที่ยว

โดยนโยบายทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินงานที่ต่อยอดจากมาตรการเร่งด่วน (Quick Big Win) ที่ได้ทำไปแล้ว เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นสมาชิก OECD และการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมั่นคงในเวทีโลก